Miracle of Breath

Miracle of Breath

แชร์

การแบ่งปันขัอมูลเพื่อการเรียนรู้และเข้าถึงศักยภาพที่มีอยู่ในลมหายใจ

30/07/2026

ได้อ่านบทควา เกี่ยวกับเรื่องลมหายใจของเพจ Ma -Song- Sang ผู้เขียนเขียนได้ละเอียด ครอบคลุมมากๆ รู้สึกประทับใจเลยอยากนำมาแบ่งปัน ไว้ที่นี้นะคะ

ลมหายใจ: จากการหายใจพื้นฐาน สู่การกลับคืนสู่กาย และการเดินทางภายใน

ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตกับจิตสำนึก
The breath is the bridge which connects life to consciousness.

— Thich Nhat Hanh

=================

“ที่มาที่ไป”

หลายวันก่อนมีน้องที่รู้จักแวะมาทักทายและสอบถามเรื่องการฝึกหายใจ เราเองเคยเขียนไว้ 2 บทความเก่า ทุกวันนี้ยังฝึกการหายใจบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักใช้การหายใจเพื่อการเดินทางภายใน ผ่านการทำสมาธิ

ว่าแล้ว ถือโอกาสนี้ลองรวบรวมข้อมูลเทคนิคการฝึกหายใจแบบต่างๆ มาอ่านกันค่ะ

=================

“ลมหายใจ...สิ่งธรรมดาและอยู่กับเราตลอดเวลา”

ลมหายใจเป็นสิ่งธรรมดาที่สุดที่อยู่กับเราตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต และอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทำก่อนจากโลกนี้ไป

เราหายใจโดยไม่ต้องคิด หายใจขณะหลับ หายใจขณะทำงาน หายใจตอนมีความสุข และหายใจในวันที่หัวใจหนักอึ้ง

แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจสังเกต ลมหายใจก็สะท้อนสภาวะภายในของเราอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเรากลัว ลมหายใจอาจสั้นและเร็ว
เมื่อเราเครียด เราอาจเผลอกลั้นหายใจ
เมื่อเราตื่นเต้น หน้าอกอาจขยับถี่ขึ้น
เมื่อเราผ่อนคลาย ลมหายใจมักค่อย ๆ ช้าลงและนุ่มขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราตั้งใจกลับมารับรู้และปรับลมหายใจอย่างเหมาะสม เราก็สามารถส่งสัญญาณกลับไปยังร่างกายและระบบประสาทได้เช่นกัน

ลมหายใจจึงเป็นเหมือน “สะพานสองทาง” คือ จากร่างกายสู่จิตใจ และจากจิตใจกลับคืนสู่ร่างกาย

ในทางจิตวิญญาณ หลายวัฒนธรรมจึงให้ความหมายกับลมหายใจในฐานะ “พลังชีวิต”

คนจีนใช้คำว่า Qi (ชี่)
คนญี่ปุ่นใช้คำว่า Ki (คิ)
ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า Prāṇa (ปราณะ)

ในศาสตร์โยคะและพุทธตันตระ มีแนวคิดเรื่อง 'ปราณ' หรือพลังชีวิต ซึ่งอธิบายผ่านแผนที่ของช่องพลังงาน (นาฑี) และจักระ แนวคิดเหล่านี้เป็นกรอบอธิบายในเชิงปรัชญาและการปฏิบัติภายใน มิใช่คำอธิบายทางกายวิภาคหรือสรีรวิทยาตามการแพทย์สมัยใหม่

แม้แนวคิดเหล่านี้จะมีรากฐานทางวัฒนธรรมและปรัชญาที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำมาเท่ากันทั้งหมด แต่ล้วนสะท้อนความเข้าใจร่วมบางอย่างว่า

ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงอากาศที่เข้าและออกจากร่างกาย แต่เป็นประตูที่มนุษย์ใช้กลับมาเชื่อมโยงกับชีวิต
และเมื่อเรากลับมารู้จักลมหายใจ เราอาจได้กลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง

=================

1. เริ่มต้นรู้จักลมหายใจ

การฝึกหายใจที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเทคนิคที่ซับซ้อน

บางครั้งจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย เพียงนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย แล้วสังเกตว่า...
• ตอนนี้เราหายใจทางจมูกหรือทางปาก
• ลมหายใจเร็วหรือช้า
• ลมหายใจตื้นหรือลึก
• หน้าอกขยับมากหรือท้องและชายโครงขยับมากกว่า
• หายใจเข้าและออกยาวเท่ากันหรือไม่
• มีช่วงที่เผลอกลั้นลมหายใจหรือเปล่า
• ลมหายใจไหลต่อเนื่องหรือสะดุด
• ร่างกายส่วนไหนเกร็งขณะหายใจ
• เรารู้สึกอย่างไรเมื่อหายใจเข้า
• และรู้สึกอย่างไรเมื่อหายใจออก

เพียงสังเกตโดยไม่ต้องตัดสิน นี่คือ Breath Awareness หรือการตระหนักรู้ลมหายใจ

และอาจเป็นพื้นฐานของการฝึกทั้งหมด เพราะก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่า “หายใจอย่างไรจึงจะดี” เราอาจต้องเรียนรู้ก่อนว่า “ตอนนี้เราหายใจอย่างไร”

=================

2. การหายใจตามธรรมชาติ (Natural Breathing)

การหายใจตามธรรมชาติ คือการปล่อยให้ร่างกายหายใจโดยไม่พยายามควบคุม

เริ่มต้นนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย คลายกราม คลายไหล่ ปล่อยหน้าท้องให้เป็นธรรมชาติ จากนั้นเพียงสังเกต หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก รู้ว่าหายใจออก ไม่ต้องหายใจให้ลึกขึ้น ไม่ต้องทำให้ช้าลง ไม่ต้องทำให้สวย เพียงอยู่กับลมหายใจที่มีอยู่จริงในขณะนั้น

การฝึกนี้เรียบง่ายมาก แต่เป็นประตูสำคัญของการกลับมาสู่ Mindfulness เพราะมันพาเรากลับจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สิ่งที่อาจเกิดขึ้นพรุ่งนี้ กลับมาอยู่กับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย ณ ขณะนี้

=================

3. การหายใจทางจมูก (Nasal Breathing)

ในช่วงพักหรือกิจกรรมที่ไม่หนัก การหายใจทางจมูกเป็นรูปแบบที่เป็นธรรมชาติสำหรับคนส่วนใหญ่ จมูกมีบทบาทในการกรอง อุ่น และเพิ่มความชื้นให้กับอากาศก่อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ

ลองฝึกง่าย ๆ หายใจเข้าอย่างนุ่มนวลทางจมูก รับรู้ความรู้สึกของอากาศที่ผ่านรูจมูก จากนั้นหายใจออกอย่างสบาย ไม่ต้องพยายามสูดลมแรง เพียงรู้สึกถึงอากาศเย็นขึ้นเล็กน้อยเมื่อหายใจเข้า อากาศอุ่นขึ้นเมื่อหายใจออก

นี่เป็นการฝึกที่เรียบง่ายมากในการนำความสนใจกลับเข้าสู่ร่างกาย แต่ไม่จำเป็นต้องบังคับให้หายใจทางจมูกตลอดเวลา โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายหนักหรือเมื่อมีข้อจำกัดทางเดินหายใจ

=================

4. การหายใจด้วยกระบังลม (Diaphragmatic Breathing)

คำว่า “หายใจด้วยท้อง” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ในทางสรีรวิทยา สิ่งสำคัญคือ การทำงานของกระบังลม (diaphragm)

เมื่อเราหายใจเข้า กระบังลมจะหดตัวและเคลื่อนลง ทำให้ช่องอกขยายและปอดขยายตาม การเคลื่อนไหวนี้ทำให้บริเวณหน้าท้องและชายโครงส่วนล่างเคลื่อนออกอย่างเป็นธรรมชาติ

ลองวางมือหนึ่งข้างบนหน้าอก อีกข้างบนหน้าท้อง หายใจเข้าช้า ๆ ทางจมูก สังเกตว่าหน้าท้องและชายโครงส่วนล่างค่อย ๆ ขยาย จากนั้นหายใจออกอย่างสบาย ปล่อยให้ร่างกายคลายตัว ไม่ต้องพยายามดันท้องให้ป่องมากที่สุด

เป้าหมายไม่ใช่ “ทำให้ท้องใหญ่ที่สุด” แต่คือ “ให้ลมหายใจเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เกร็งส่วนเกิน”

การฝึกแบบนี้เหมาะกับช่วงพัก การผ่อนคลาย และการพัฒนาการรับรู้ร่างกาย

=================

5. การหายใจด้วยชายโครง (Rib / Costal Breathing)

ลองวางมือทั้งสองข้างไว้บริเวณชายโครง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ สังเกตการขยายตัวของซี่โครง ไม่เพียงด้านหน้า แต่ลองรับรู้ด้านข้าง และด้านหลัง เมื่อหายใจออก ให้รู้สึกถึงการคลายตัวของชายโครง

การฝึกนี้ช่วยให้เรากลับมารับรู้การเคลื่อนไหวของทรวงอกในมิติที่กว้างขึ้น

บางครั้งเราอาจคิดว่า “หายใจด้วยหน้าอก” หมายถึงการยกไหล่และสูดลมแรง ๆ แต่จริง ๆ แล้วการเคลื่อนไหวของทรวงอกสามารถเกิดขึ้นบริเวณซี่โครงได้โดยไม่จำเป็นต้องเกร็งไหล่หรือยกอกมากเกินไป

=================

6. การหายใจสามมิติ (360° Breathing)

เมื่อเริ่มรู้จักการเคลื่อนไหวของท้องและชายโครงแล้ว ลองขยายการรับรู้ให้กว้างขึ้น

จินตนาการว่าลมหายใจไม่ได้ขยายเพียงด้านหน้า แต่ร่างกายกำลังเปิดออก ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง เหมือนมีวงแหวนล้อมรอบชายโครง

เมื่อหายใจเข้า ชายโครงค่อย ๆ เปิดออก เมื่อหายใจออก ชายโครงค่อย ๆ กลับคืน

นี่ไม่ใช่การพยายาม “เติมอากาศเข้าไปในทุกส่วนของปอด” แบบแยกส่วน แต่เป็นการฝึกการรับรู้การเคลื่อนไหวของลำตัวแบบสามมิติ

เป็นการฝึกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการกลับมา “รู้สึกถึงร่างกายจากภายใน”

=================

7. การหายใจเต็มรูปแบบ (Full Breathing)

ในศาสตร์โยคะมีการสอน Yogic Full Breath หรือการหายใจแบบเต็ม โดยใช้การรับรู้หลายบริเวณของร่างกายต่อเนื่องกัน

ในการฝึกพื้นฐาน อาจเริ่มจากหายใจเข้าอย่างนุ่มนวล หน้าท้องและชายโครงล่างขยาย ชายโครงด้านข้างเปิด และหน้าอกขยายอย่างเป็นธรรมชาติ

จากนั้นหายใจออก หน้าอกคลาย ชายโครงคลาย หน้าท้องกลับคืน

สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องสูดให้เต็มที่สุด คำว่า “เต็ม” ในที่นี้ควรหมายถึง การใช้พื้นที่การหายใจอย่างสมดุล
ไม่ใช่การสูดลมจนแน่นและฝืน

การหายใจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่โต บางครั้งลมหายใจที่ดีคือ ลมหายใจที่นุ่ม เงียบ สม่ำเสมอ และไม่สร้างความเครียดเพิ่มให้ร่างกาย

=================

8. การหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า (Extended Exhalation)

นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบง่าย ๆ ที่เหมาะกับช่วงที่ต้องการผ่อนคลาย

ลองหายใจเข้าเบา ๆ ประมาณ 4 จังหวะ จากนั้นหายใจออกประมาณ 6 จังหวะ เช่น เข้า 4 ออก 6 ทำอย่างนุ่มนวล ไม่ต้องกลั้นลม ไม่ต้องบังคับ หากรู้สึกอึดอัด ให้กลับมาหายใจตามธรรมชาติ

สิ่งสำคัญของการฝึกนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือการทำให้ลมหายใจช้าลงและไม่ฝืน

การหายใจออกที่ยาวขึ้นอาจช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในบางคน และเหมาะกับการใช้เป็นสะพานก่อนเข้าสู่การทำสมาธิ

=================

9. Coherent Breathing (การหายใจอย่างสอดคล้องและเป็นจังหวะ)

อีกวิธีหนึ่งคือการหายใจในจังหวะที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น หายใจเข้า 5 วินาที หายใจออก 5 วินาที รวมประมาณ 6 รอบต่อนาที แต่ไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขนี้อย่างเคร่งครัด

หัวใจของการฝึกคือ “ช้า สม่ำเสมอ นุ่ม ไม่ฝืน” อาจใช้มือวางบนท้องหรือชายโครง แล้วรับรู้จังหวะขึ้น–ลง

การฝึกแบบนี้เหมาะสำหรับช่วงที่ต้องการสร้างจังหวะให้ร่างกายและความสนใจกลับมาอยู่ด้วยกัน

=================

10. Box Breathing (การหายใจเป็นสี่จังหวะ)

เป็นรูปแบบที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ หายใจเข้า หยุด หายใจออก หยุด

เช่น (4-4-4-4) เข้า 4 กลั้น 4 ออก 4 พัก 4

แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการกลั้นลมนาน สามารถลดเหลือ เข้า 3 ออก 3 หรือ เข้า 4 ออก 4 ก่อน

จุดเด่นคือการใช้จังหวะและการนับ เป็นสมอให้จิต

เหมาะกับคนที่ความคิดฟุ้งง่าย เพราะจิตมีบางอย่างให้ติดตาม แต่หากการกลั้นลมทำให้รู้สึกกังวลหรืออึดอัด ให้ตัดช่วงกลั้นออกได้

=================

11. การหายใจสลับรูจมูก (Alternate Nostril Breathing / Nadi Shodhana)

เป็นการหายใจสลับรูจมูกจากศาสตร์โยคะ

โดยรูปแบบพื้นฐานคือ หายใจเข้ารูจมูกด้านหนึ่ง หายใจออกอีกรูจมูกหนึ่ง และสลับด้าน เช่น หายใจเข้าทางรูจมูกซ้าย หายใจออกทางขวา หายใจเข้าทางขวา หายใจออกทางซ้าย นับเป็น 1 รอบ

ในโยคะดั้งเดิมมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่านี้ แต่สำหรับผู้เริ่มต้น เริ่มต้นโดยไม่ต้องกลั้นลมหายใจ โดยทำแบบนุ่มนวลและไม่กลั้นถือว่าเข้าถึงง่ายกว่า

ในกรอบโยคะ มักอธิบายว่าช่วยสร้างสมดุลระหว่าง Ida และ Pingala

หากมองในกรอบสมัยใหม่ การฝึกนี้ทำให้ความสนใจอยู่กับลมหายใจ การเคลื่อนไหวของร่างกาย และจังหวะที่สม่ำเสมอ จึงสามารถใช้เป็นการเตรียมตัวก่อนสมาธิได้

ส่วนคำอธิบายเรื่อง “สมดุลพลังงาน” หรือ “การชำระนาฑี” ควรเข้าใจว่าเป็นกรอบแนวคิดของโยคะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายวิภาคศาสตร์

=================

12. ลมหายใจเสียงผึ้ง (Bhramari หรือ Humming Breath)

หายใจเข้าทางรูจมูกอย่างสบาย จากนั้นหายใจออกพร้อมทำเสียง “อืมมมม…” คล้ายเสียงผึ้ง

ให้ความสนใจอยู่กับแรงสั่นสะเทือนบริเวณใบหน้า ศีรษะ ลำคอ หน้าอก

เสียงและแรงสั่นสะเทือนทำให้ความสนใจของเรากลับเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย จึงเป็นอีกเทคนิคที่บางคนนำมาใช้ก่อนนั่งสมาธิ

=================

13. Kapalabhati (กปาลภาติ) หรือลมหายใจชำระล้าง

เป็นเทคนิคปราณายามะที่มีความเข้มข้นมากขึ้น มักแปลว่า "ลมหายใจชำระล้างกะโหลกศีรษะ" (Skull Shining Breath)

ลักษณะเด่นคือ หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติ และหายใจออกสั้น แรง และเป็นจังหวะ โดยใช้แรงหดตัวของหน้าท้องเป็นหลัก ส่วนการหายใจเข้าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ในคัมภีร์โยคะดั้งเดิม กปาลภาติจัดเป็นหนึ่งในวิธีชำระล้างร่างกาย (Shatkarma) และในบางสำนักก็จัดอยู่ในกลุ่มปราณายามะ เนื่องจากเป็นการทำงานกับลมหายใจและพลังชีวิต

เทคนิคนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และควรเรียนรู้จากผู้สอนที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคทางสมอง หรือมีปัญหาสุขภาพบางประการ

=================

14. Bhastrika (ภัสตริกา) หรือ Bellows Breath

Bhastrika มีความหมายว่า "ลมหายใจแบบกระบอกสูบ" หรือ "ลมหายใจของช่างตีเหล็ก" เปรียบเสมือนการสูบลมเข้าออกอย่างต่อเนื่อง

ต่างจาก Kapalabhati ที่เน้นการหายใจออกเป็นหลัก Bhastrika จะหายใจเข้าและหายใจออกอย่างแรงและเป็นจังหวะทั้งสองด้าน ทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีพลังมากขึ้น

จึงเป็นเทคนิคที่มักใช้เพื่อปลุกความสดชื่นของร่างกายและจิตใจ ก่อนการฝึกโยคะหรือการทำสมาธิในบางสำนัก
เช่นเดียวกับ Kapalabhati เทคนิคนี้ควรฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และควรหยุดทันทีหากรู้สึกเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือไม่สบาย รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีข้อห้ามทางสุขภาพบางประการ

หมายเหตุ: เมื่อการหายใจเปลี่ยนจาก "ผ่อนคลาย" เป็น "กระตุ้น" Kapalabhati และ Bhastrika เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า Breathwork ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้สงบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เทคนิคทั้งสองจัดเป็นการฝึกลมหายใจที่มีความเข้มข้นกว่าการหายใจพื้นฐาน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ หรือฝึกภายใต้การดูแลของผู้สอนที่มีความรู้ โดยเฉพาะเมื่อมีการหายใจอย่างรวดเร็ว การหายใจแรง หรือการกลั้นลมร่วมด้วย

=================

15. Sighing Breath (ถอนหายใจอย่างมีสติ)

ลองสังเกตว่าเวลาร่างกายเหนื่อยหรือเครียด เรามักถอนหายใจเอง

เราสามารถใช้สิ่งนี้เป็นการฝึกได้ หายใจเข้า รับรู้ความรู้สึก แล้วปล่อยลมหายใจออกยาว ๆ พร้อมกับคลายกราม ไหล่ หน้าอก และท้อง

เหมาะมากสำหรับการฝึก ปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกาย

=================

16. การหายใจแบบวิม ฮอฟ (Wim Hof Method Breathing)

ลองค้นหาด้วยคำนี้แบบเต็มๆ ตามช่องทางต่างๆ ได้ค่ะ

หากเล่าสั้นๆ คือ เป็นการหายใจแบบลึกและเร็วเป็นรอบ ๆ ตามด้วยการกลั้นลมหายใจ

อาจทำให้เกิดความรู้สึกทางร่างกายที่เข้มข้น เช่น ชา วูบ หรือรู้สึกเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ ควรฝึกในสถานที่ปลอดภัย และไม่ควรทำในน้ำ ขณะขับรถ หรือในสถานการณ์ที่การหมดสติอาจเป็นอันตราย

เทคนิคนี้แตกต่างจากการหายใจเพื่อผ่อนคลายทั่วไป และไม่ใช่สิ่งที่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

=================

“จากการดูแลร่างกาย สู่การดูแลจิตใจ”

เมื่อเรามาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าการฝึกหายใจมีหลายระดับ

ระดับแรกคือ “หายใจเพื่อร่างกาย” เรียนรู้โครงสร้าง ท่าทาง กระบังลม ชายโครง และจังหวะ

จากนั้น “หายใจเพื่อระบบประสาทและอารมณ์” เรียนรู้ว่าลมหายใจของเราเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเครียด ตื่นเต้น หรือผ่อนคลาย

และเมื่อเราฝึกต่อไป “ลมหายใจกลายเป็นเครื่องมือของการตระหนักรู้”

เราจึงเริ่มเห็นว่า ความคิดมา ลมหายใจเปลี่ยน อารมณ์มา ลมหายใจเปลี่ยน ร่างกายเจ็บ ลมหายใจเปลี่ยน ความกลัวเกิดขึ้น ลมหายใจเปลี่ยน

แต่ถ้าเราหยุด และเพียงรู้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังกลัว” แล้วกลับมารู้ลมหายใจ เราก็เริ่มสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา

พื้นที่เล็ก ๆ นี้เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้

เมื่อเราเริ่มต้นจากการเรียนรู้ลมหายใจในฐานะกระบวนการทางสรีรวิทยา เราจะค่อย ๆ พบว่า ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างร่างกาย จิตใจ และการตระหนักรู้ ดังนั้น บทถัดไป เราจะก้าวจากศาสตร์การหายใจเพื่อสุขภาพ ไปสู่ศาสตร์ลมหายใจในมิติของการภาวนา ปรัชญา และจิตวิญญาณ

=================

“ลมหายใจเพื่อการนั่งสมาธิ”

อาจเริ่มง่าย ๆ ด้วย

1. จัดร่างกาย - นั่งให้สบาย หลังตั้งตรงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไหล่ผ่อนคลาย กรามคลาย มือวางสบาย
2. รู้จักร่างกาย - รับรู้จุดสัมผัส ก้นกับพื้น เท้ากับพื้น มือกับตัก รู้สึกว่า “ฉันอยู่ที่นี่”
3. กลับมาที่ลมหายใจ - ไม่ต้องเปลี่ยนลมหายใจ เพียงรู้ เข้า ออก
4. ให้ลมหายใจค่อย ๆ นุ่มลง - เมื่อร่างกายเริ่มผ่อนคลาย ลมหายใจอาจค่อย ๆ ช้าลงเอง ไม่ต้องบังคับ
5. เลือกจุดรับรู้หนึ่งจุด - เช่น ปลายจมูก หน้าอก ชายโครง หน้าท้อง แล้วอยู่กับจุดนั้น เมื่อใจลอย รู้ว่าใจลอย แล้วกลับมา หายใจเข้า ก็รู้ หายใจออก ก็รู้ ไม่ต้องตำหนิตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เรารู้ว่าใจหลุดไป และกลับมา นั่นคือการฝึกสติ

และถ้าเราจะใช้ลมหายใจเพื่อ “เดินทางเข้าสู่โลกภายใน” เราเคยเขียนบทความเรื่อง “การฝึกปราณโยคะ” ซึ่งนำมาจากครูบาอาจารย์ของเราที่สอนปฏิบัติธรรม (ขอบพระคุณอจ.หมอมากค่ะ) ขอนำมาเล่าอีกทีค่ะ

=================

“ลมหายใจคือพาหนะของจิต”

ตรงนี้เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งควรแยกออกจากการฝึกเพื่อสุขภาพทั่วไป

ในสายโยคะ พุทธตันตระ และศาสตร์ภายในบางแขนง ลมหายใจถูกมองว่าเป็นพาหนะของจิต มีแนวคิดเรื่อง Prāṇa Nadi Ida Pingala Sushumna และ Chakra

ในบางระบบยังมีการทำงานกับท่อพลังงานสามสาย การรวมลมเข้าสู่ช่องกลาง การชำระกิเลส การทำงานกับพลังงานและจิตสำนึก

ในระดับนี้ เราไม่ได้กำลังพูดถึงกายวิภาคศาสตร์ของปอดอีกต่อไป แต่กำลังพูดถึงแผนที่ภายในของมนุษย์ เช่น


“การทำปราณโยคะ”

เริ่มต้นด้วยนั่งในท่าขัดสมาธิในแบบเจ็ดจุดของไวโรจนะ* แล้วงอนิ้วโปงทั้งสองเข้าในฝ่ามือ ใช้นิ้วทั้งสี่กำนิ้วโป้งไว้ พับแขนซ้ายเข้าแนบ ลำตัว ตั้งแขนขวาและวางข้อศอกขวาลงบนกำมือซ้าย นิ้วชี้ขวาชี้ขึ้น

* หมายเหตุ: เจ็ดจุดของไวโรจนะ (Seven-Point Posture of Vairocana) เป็นท่านั่งสมาธิแบบสำคัญในพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบต โดยชื่อ Vairocana (ไวโรจนะ) หมายถึงพระไวโรจนพุทธะ ไม่ได้หมายความว่าพระไวโรจนะเป็นผู้คิดค้นท่านี้ในความหมายทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกท่านั่งสมาธิที่เชื่อมโยงกับพระไวโรจนะในคัมภีร์และสายคำสอนวัชรยาน โดยท่านี้ใช้เป็นพื้นฐานเพื่อจัดกาย ลมปราณ และจิต ให้อยู่ในภาวะสมดุล เหมาะกับการทำสมาธิและการภาวนา ส่วนเจ็ดจุด ได้แก่ 1. ขา นั่งขัดสมาธิให้มั่นคง 2.มือ วางมือในท่าสมาธิบนตัก 3. หลัง ตั้งกระดูกสันหลังให้ตรง 4. ไหล่ ผ่อนคลายและเปิดออก 5.คอและศีรษะ ก้มคางเล็กน้อย 6. ปากและลิ้น ผ่อนคลาย ลิ้นแตะเพดานเบา ๆ 7. ดวงตา เปิดอย่างนุ่มนวล ไม่จ้องและไม่หลับตาสนิท

ต่อจากนั้นให้จินตภาพ (Visualization) เป็นท่อลมปราณขนาดเท่า หลอดกาแฟสามท่อ คือ ท่อขวา (สีขาว) (Right Lateral channels) ท่อซ้าย (สีแดง) (Left Lateral channels) และท่อกลาง(สีฟ้า) (Central Channel) ซึ่งท่อขวาและซ้ายเริ่มจากรูจมูกขวาและซ้ายตามลำดับ โค้งเข้าในแล้ววก ลงไปหาท้อง ตามแนวด้านหน้ากระดูกสันหลังผ่านจุดตัณเถียน Chakra) ซึ่งอยู่ตำแหน่งใต้สะตือ 2 นิ้ว เข้าไปด้านในจากหน้าท้อง 2 นิ้ว (Naval แล้วท่อทั้งสองก็วกเข้าหาท่อกลางบริเวณใต้จุดตัณเถียน ใกล้จุดจักระในที่ ลับ ส่วนท่อกลางจะอยู่ระหว่างท่อขวาและซ้ายขึ้นมาจนถึงศีรษะ


ชุดที่1 ไล่กิเลสทั้งเก้า

1. ไล่กิเลสโลภะ (ความอยาก ยึดติด และทะยานอยาก) - ให้ใช้ด้านเล็บของนิ้วชี้ขวาปิดหลังจมูกซ้าย แล้วสูดลมหายใจเข้า ผ่านรูจมูกขวา จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามาตามท่อขวาลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ระยะหนึ่ง เอานิ้วชี้ด้านในปิดหลัง จมูกขวา แล้วหายใจออกผ่านท่อซ้ายจนลมออกทางรูจมูกซ้าย พร้อมจินตนาการว่า สมหายใจนั้น ได้ไล่เอากิเลสโลภะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมอง ที่อยู่ในท่อลมปราณร้ายออกไปจนหมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง โดยไล่เอา กิเลสโลภะกลาง และ กิเลสโลภะละเอียดออก ตามลำดับ

2.ไล่กิเลสโทสะ (ความโกรธ ขัดเคือง และผลักไส)- ให้ใช้นิ้วชี้ด้านในปิดหลังจมูกขวา แล้วสูดลมหายใจผ่านจมูกซ้าย ทำความรู้สึกเสมือนว่า จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามา ตามท่อขวาลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ระยะหนึ่ง เอาด้านเล็บของ นิ้วชี้ปิดจมูกซ้าย แล้วหายใจออกผ่านท่อขวาจนลมออกทางรูจมูกขวา พร้อมทั้งจินตนาการว่า ลมหายใจนั้น ได้ไล่เอากิเลสโทสะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมองที่อยู่ในท่อลมปราณขวาออกไปจนหมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เช่นกัน โดยไล่เอากิเลสโทสะกลาง และ กิเลสโทสะละเอียดออก ตามลำดับ

3. ไล่กิเลสโมหะ (ความหลง ความไม่รู้ และการเห็นผิดจากความเป็นจริง) - วางมือทั้งสองลงที่บริเวณใต้สะดือ โดยเอานิ้วโป้งแตะกันเบาๆ สูด ลมหายใจเข้าผ่านรูจมูกซ้ายและขวาพร้อมกัน จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์ แห่งจักรวาล ได้ไหลเข้ามาทางท่อทั้งสองลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ สักครู่หนึ่ง จากนั้นให้หายใจออกโดยให้ลมผ่านมาทางท่อกลางขึ้นสู่ศีรษะ แล้วออกสู่ภายนอกทางกระหม่อม พร้อมกับจินตนาการว่า ลมนั้นได้ไล่เอก กิเลสโมหะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมองที่อยู่ในท่อลมปราณกลางออกไปจน หมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เช่นกัน โดยไล่เอากิเลสโมหะกลางและ กิเลสโมหะละเอียดออก ตามลำดับ


ชุดที่ 2 เปิดจุดจักระทั้งห้า

สูดลมหายใจเข้าอย่างนุ่มนวล ทำความรู้สึกเสมือนว่า ลมบริสุทธิ์ แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามา ลงไปจนถึงจุดจักระในที่ลับ (Secret Chakra) พร้อมทั้งจินตนาการจุดจักระนั้น เป็นดอกบัวตูมสีขาวบริสุทธิ์ กักลมได้ สักครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆหายใจออก พร้อมกับจินตนาการว่าดอกบัวตูมนั้น ค่อยๆเบ่งบานออกแล้วสลายกลายเป็นความว่าง พลังงานแห่งการสลายตัว ได้แผ่กระจ่ายไปทั่วบริเวณท้องน้อยลงสู่ขาทั้งสองข้าง ทำให้เกิดความรู้สึก โปร่งเบาสบายและผ่อนคลาย ตามบริเวณที่พลังงานนั้นผ่านไป ให้ทำเช่นนี้ 3 รอบ

ต่อไปให้ทำเช่นเดียวกันที่จุดตันเถียนหรือจุดจักระใต้สะตือ (Navel Chakra ) จุดจักระหัวใจ (Heart Chakra) จุดจักระคอ (Throat Chakra) และจุดจักระศีรษะ (Crown Chakra) จุดละ 3 รอบ เช่นกัน

โดยเมื่อสลายจุดตันเถียน ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการสลายตัวนั้นเป็นไออุ่นอันนุ่มนวลกระจายไปทั่วท้อง ทำความรู้สึกว่าอวัยวะ ภายในทั้งหลายในช่องท้องได้รับพลังไออุ่นนั้นอย่างทั่วถึง จนสามารถ ทำงานได้อย่างราบรื่น

ต่อไปเมื่อสลายจุดจักระหัวใจ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการ สลายตัวได้กระจายไปทั่วร่าง ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท และ ระบบลมปราณย่อยทั่วร่างกายผ่อนคลาย และทำงานได้อย่างคล่องตัว

เมื่อสลายจุดจักระคอ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการสลายนั้นได้แผ่กระจายขึ้นไปที่ลำคอ ปาก และหูทั้งสอง ทำให้อวัยวะเหล่านั้น มีพลังเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายเมื่อสลายจุดจักระศีรษะ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่ง การสลายตัวนั้นได้แผ่กระจายไปทั่วสมอง ทำให้เกิดระบบประสาทผ่อน คลาย ลบล้างความตึงเครียดและความคิดไม่ดีทั้งหลายออกไปจนหมดสิ้น


ชุดที่ 3 เพิ่มพลังลมปราณ

มือทั้งสองกำนิ้วโป่งไว้ เช่นเดียวกับตอนแรก แล้ววางไว้บนหน้าขา โดยงอข้อมือ เอาหลังมือลง หันนิ้วทั้งสี่เข้าใน เหยียดแขนทั้งสองให้ตึง แต่ไม่เกร็ง

หายใจเข้าด้วยท้องอย่างนุ่มนวล ทำความรู้สึกว่าลมได้เข้าไปจนถึงจุดตันเถียน จับความรู้สึกอุ่นที่บริเวณจุดตันเถียนไว้ แล้วจินตภาพ จุดตันเถียนขนาดเท่าเมล็ดถั่ว มีตัวอักขระ “อา” (Ah) อยู่ตรงกลาง กักลมไว้ที่จุดนี้ให้นานที่สุด โดยขณะที่กักลมไว้ ให้จินตภาพว่า จุดตันเถียนที่อุ่นนั้นได้ร้อนขึ้นแล้วลุกเป็นเปลวไฟสีส้มแดง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกพร้อม กับจินตภาพว่า เปลวไฟนั้นได้ผ่านท่อลมปราณกลางขึ้นไปเรื่อยๆ จนออกทางศีรษะ ในขณะเดียวกัน มันได้ช่วยสลายจุดจักระทั้งสี่ (จุดตันเถียน จุดจักระหัวใจ จุดจักระคอ และจุดจักระศีรษะ) ให้กลายเป็นความว่าง ให้ทำเช่นนี้ 9 รอบ

ขั้นต่อไป ให้จับความรู้สึกอุ่นของผิวหนังทั่วทั้งกาย ไปพร้อมกับมี สติรู้ลมหายใจเข้าและออก จินตนาการเสมือนว่า ไออุ่นจากระบบลมปราณภายใน ได้ออกมาหล่อเลี้ยงผิวหนังทั่วทั้งกายให้อบอุ่นไปด้วย ในขณะที่หายใจออกให้ทำเช่นนี้ 21 รอบ

หากต้องการดำเนินสมถะวิปัสสนาก็สามารถดำเนินในขั้นที่สี่ของอนาปานสติต่อไปได้เลย คือ ไม่ต้องบังคับลม อีกต่อไป ปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ มีความรู้สึกตัวที่ พร้อมด้วยความโปร่งเบาและผ่อนคลาย แล้วเฝ้าสังเกตอาการของจิตต่อไป


ชุดที่ 4 ทะลวงจุดทั่วร่าง

หากยังมิได้ดำเนินวิปัสสนาต่อไป อาจฝึกทะลวงจุดต่างๆทั่วร่าง กายไปก่อนได้ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและช่วยทำให้อวัยวะ ภายในต่างๆทำงานได้ดียิ่งขึ้น ชุดนี้นิยมทำในท่านอนหงาย (ศพอาสนะ) โดยวางมือไว้ห่างลำตัวเล็กน้อย หงายฝ่ามือขึ้น แยกขาทั้งสองออกพอสม ควร เท้าหงายราบไปกับพื้น ผ่อนคลายไม่เกร็ง

เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าให้ลมเข้าไปที่จุดตันเถียน กักลมไว้สักครู่ แล้วหายใจออกเบาๆ ให้ลมวิ่งขึ้นมาทาง ศีรษะ ออกสู่ภายนอกทาง กระหม่อม จับความรู้สึกอุ่นในบริเวณต่างๆที่ลมวิ่งผ่านไป จินตนาการว่า ลมได้ช่วยทะลวงจุดต่างตลอดแนวนั้นให้เปิดโล่งไม่มีการอุดตันอีก ทำให้ พลังลมปราณไหลเวียนได้อย่างคล่องตัว ทำเช่นนี้ 3 รอบ

ต่อไปให้ทำเช่นเดียวกัน แต่เดินลมให้ขึ้นมาถึงจุดจักระหัวใจแล้ววก ไปทางแขน ออกสู่ภายนอกทางปลายนิ้วทั้งห้า จับความรู้สึกอุ่นและ จินตนาการในแบบเดียวกัน ให้ดำเนินเช่นนี้ทาง แขนขวาและแขนซ้ายข้างละ 3 รอบ ตามลำดับ

ต่อไปเมื่อหายใจเข้าไปกักลมไว้ที่จุดตันเถียน แล้วหายใจออก โดยให้ลมวิ่งลงไปสู่จุดจักระในที่ลับ วกไปตามขา ออกสู่ภายนอกทางปลายนิ้วเท้าทั้งห้า โดยทำทางชาขวาและขาซ้ายอย่างละ 3 รอบ ตามลำดับไป ให้ทำเช่นเดียวกัน แต่ให้ลมออกทาง ขาทั้งสองข้างพร้อมๆกัน 3 รอบ แล้วขึ้นมาออกทางแขนทั้งสองข้างพร้อมๆ กันอีก 3 รอบ

สุดท้าย หายใจเข้าให้ลมลงไปผ่านจุดตันเถียนวกขึ้นมาที่จุดจักระ หัวใจ กักลมไว้ที่จุดนี้สักครู่หนึ่ง หายใจออกโดยผ่านทางศีรษะ แขนทั้งสอง ข้าง และขาทั้งสองข้างพร้อมๆกัน ในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นอีก 3 รอบ

หมายเหตุ :
- การฝึกในชุดที่ 2 และ ชุดที่ 4 สามารถทำได้ทั้งในท่านั่งและท่านอน
- ทุกขั้นตอนให้ทำด้วยความนุ่มนวล ช้า ๆ โดยมีสติตามรู้ลมอย่างต่อเนื่องและตั้งมั่น
- ห้าม! ทำด้วยความเร่งรีบ อยากได้ ดี มี เป็น เด็ดขาด

=================

ท้ายที่สุด

เราอาจเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่า หายใจอย่างไรให้ร่างกายสบาย แล้วค่อย ๆ เรียนรู้ว่า หายใจอย่างไรให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

และเมื่อเดินทางลึกเข้าไปอีก เราอาจพบว่า ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราทำ แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่มี “เรา” เป็นผู้ควบคุมทั้งหมด

ลมหายใจเข้าเกิดขึ้น ลมหายใจออกเกิดขึ้น ร่างกายหายใจ หัวใจเต้น ความคิดเกิดขึ้น อารมณ์เกิดขึ้น แล้วทั้งหมดก็ดับไป ครั้งแล้วครั้งเล่า

ในทุกลมหายใจ เราได้เห็นวงจรเล็ก ๆ ของชีวิต นั่นคือ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับไป

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ศาสตร์ภายในมากมายใช้ลมหายใจเป็นประตู เพราะเมื่อเรานั่งนิ่งพอ เราจะเริ่มเห็นว่า ลมหายใจอยู่ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

และในช่องว่างระหว่างลมหายใจออกกับลมหายใจเข้า อาจมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่มีอะไรต้องทำ ไม่มีอะไรต้องเป็น ไม่มีอะไรต้องยึด ไม่มีอะไรต้องผลักไส มีเพียง “ความเงียบ”

และเมื่อเราพักอยู่ตรงนั้น เราอาจไม่ได้กำลังเดินทางไปที่ไหนเลย แต่กำลังกลับบ้าน

กลับเข้าสู่ร่างกาย กลับเข้าสู่ปัจจุบัน กลับเข้าสู่ความรู้สึก กลับเข้าสู่จิต

และบางที…กลับเข้าสู่ความเงียบที่อยู่ตรงนั้นมาตลอด

ลมหายใจพาเรากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากโลกภายนอกสู่โลกภายใน และจากโลกภายในกลับมาอยู่กับชีวิตอีกครั้ง

หมายเหตุเล็กน้อย: สำหรับการฝึกหายใจเข้มข้น เช่น การหายใจเร็วต่อเนื่อง การกลั้นลมนาน หรือเทคนิคที่ทำให้เกิดภาวะการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลง (altered states of consciousness) ควรเรียนกับผู้สอนที่มีความรู้และคำนึงถึงข้อจำกัดทางสุขภาพ ส่วนการฝึกพื้นฐานในบทความนี้เน้นนุ่มนวล ไม่ฝืน และกลับมาหายใจตามธรรมชาติได้เสมอค่ะ

=================

บทความที่เกี่ยวข้อง

- "Day 26 : ลมหายใจคือพลังชีวิต"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=311852580386489&set=a.290504485854632

- “Breathwork มหัศจรรย์ของลมหายใจ”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1097762275207225&set=a.121809789390770

=================

ภาพจาก Pinterest.com

Photos from Miracle of Breath's post 25/07/2026

🌿 ผ่านไปแล้วอย่างงดงามกับ Workshop Lesson 3: "Anger... การโอบอุ้มและแปรเปลี่ยนพลังงานความโกรธ" ✨
ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมเปิดพื้นที่ปลอดภัย ให้ลมหายใจนำทางกลับสู่ร่างกายอย่างเข้มข้น… ได้ร่วมทำความเข้าใจ โอบอุ้ม และสัมผัสประสบการณ์ตรงในการ "แปรเปลี่ยนพลังงานความโกรธอย่างครบวงจร" เพื่อคืนความสมดุลและความสงบเย็นจากภายใน 🤍
💬 สำหรับท่านที่พลาดรอบสด สามารถรับชม วิดีโอย้อนหลัง (On-Demand) เพื่อฝึกปฏิบัติไปพร้อมกันได้เสมอนะคะ (ทัก Inbox เพจ Miracle of Breath ได้เลยค่ะ)
#การจัดการความโกรธ

14/07/2026

[The 7 A’s Journey: Breathe to Heal] 🌬✨
​บทเรียนที่ 3: "Anger... การโอบอุ้มและแปรเปลี่ยนพลังงานความโกรธ"

​🤔คุณเคยรู้ไหมว่า... "ความโกรธ" ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นเครื่องมือตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องเราและส่งสัญญาณถึงความต้องการที่แท้จริง
​❣️แต่น่าเสียดายที่หลายคนถูกสอนให้กดข่มหรือหลีกเลี่ยงความโกรธ จนพลังงานนี้สะสมอยู่ในร่างกายไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนอย่างเหมาะสมตามธรรมชาติเป็นเวลานานจนกลายเป็นต้นเหตุของความเครียดรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

​🌿ชวนคุณมาเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากความโกรธอย่างถูกวิธี ใน Group Online Breathwork Series บทเรียนที่ 3 นี้ เราจะใช้พลังแห่งลมหายใจนำทางคุณกลับไปเชื่อมโยงกับร่างกาย เปิดพื้นที่ให้ความโกรธได้ปลดปล่อยและแปรเปลี่ยนตามกลไกธรรมชาติ เพื่อคืนความสมดุลและเยียวยาตัวเองจากภายในอย่างแท้จริง

​🌀 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติในบทเรียนนี้:
• ​ทำความรู้จักร่างกาย: ฝึกตระหนักรู้และอ่านสัญญาณที่ความโกรธสื่อสารออกมาผ่านทางร่างกายอย่างลึกซึ้ง
• ​ปลดปล่อยและแปรเปลี่ยน: เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้พลังงานความโกรธได้แสดงตัว และสลายออกไปจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

​🌀 นำกระบวนการโดย:
​พญ.พจนี ประดิษฐสุวรรณ (หมอแมว)
• ​Certified Breathwork Facilitator & Practitioner (Alchemy of Breath, Italy & GPBA, USA)
• ​ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการใช้ลมหายใจร่วมเยียวยาความเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเอง
​แรงบันดาลใจจากหนังสือ “When The Body Says No” ของ Dr. Gabor Maté สู่การผสานหลักการ The 7A's of Healing เข้ากับศาสตร์แห่งลมหายใจ เพื่อปลุกศักยภาพในการฟื้นฟูเยียวยาตัวเองจากภายใน

• ​🌿 Workshop นี้เหมาะสำหรับ:
• ​ผู้ที่มีความเครียดสะสม อ่อนล้า หรือต้องการฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ
• ​ผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง (ทั้งตนเองและผู้ดูแลคนใกล้ชิด)
• ​ผู้ที่สนใจศาสตร์แห่งการตระหนักรู้ (Somatic Healing) และพลังแห่งลมหายใจ
• ​ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการดูแลและจัดการความโกรธอย่างสร้างสรรค์
• ​(หมายเหตุ: กิจกรรมนี้เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพองค์รวม ไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้)

• ​📅 รายละเอียดกิจกรรม (ผ่าน Zoom)
• ​📅 วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569
• 🕒 เวลา 14:00 - 16:00 น.
• ​💰 อัตราค่าลงทะเบียน

1. เข้าร่วมเรียนสด (Live Online) — จำกัดเพียง 20 ท่าน
​รายครั้ง: 1,200 บาท
​Full Journey (ครบชุด 7 ครั้ง): ราคาพิเศษ 7,000 บาท (แนะนำเพื่อกระบวนการที่ต่อเนื่องและยั่งยืน)
​2. วิดีโอย้อนหลัง (On-Demand)
​รายหัวข้อ: 300 บาท
​ครบชุด 7 หัวข้อ: 2,000 บาท

​🎁 โปรโมชั่นพิเศษ: สำหรับท่านที่ซื้อวิดีโอ Full Journey (2,000 บาท) สามารถใช้สิทธิ์อัปเกรดเข้าเรียนสด (Live) ในหัวข้อที่ต้องการได้ในราคาเพียง 900 บาท/ครั้ง เท่านั้น!

​👉 ช่องทางการสมัครและสอบถามเพิ่มเติม:
​📥 Inbox: Miracle of Breath
📸 DM Instagram:
👇 หรือลงทะเบียนผ่าน Google Form ในลิงก์ที่คอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
​ management #การดูและและจัดการความโกรธ #ลมหายใจเพื่อการเยียวยาตัวเองจากภายใน

Photos from Miracle of Breath's post 22/06/2026

[ REPLAY คอร์สเรียนบทที่ 2 พร้อมให้เข้าชมแล้วค่ะ! 🕊️✨ ]
🌺ผ่านไปอย่างงดงามเมื่อวานนี้กับ Group Online Breathwork คอร์ส "The 7 A’s Journey: Breathe to Heal" ในบทเรียนที่ 2 หัวข้อ "Awareness: การรับรู้...สัญญาณจากภายใน" 🌸
🌬️ ทำไมเนื้อหาครั้งนี้ถึงห้ามพลาด?
หัวข้อ Awareness คือเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เป็น "รากฐาน" ในการเชื่อมต่อกับสัญญาณร่างกาย เพื่อป้องกันและเยียวยาภาวะความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จากสิ่งเร้าทางอารมณ์ที่เราเผชิญในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศการเรียนทั้งเข้มข้นและเต็มไปด้วยพลังงานบวกจากผู้ร่วมคลาสทุกคนค่ะ 🌿
ใครที่พลาดรอบสด หรือเพิ่งมาเจอโพสต์นี้ แต่อยากเริ่มต้นฮีลใจและกายด้วยลมหายใจ... คุณยังสามารถสมัครเข้าเรียนผ่านวิดีโอย้อนหลังได้นะคะ (ตอนนี้มีรีเพลย์ให้ชมแล้ว 2 ตอน)
สิ่งที่คุณจะได้รับ:
✅ เข้าดูย้อนหลังได้ตลอด ทบทวนซ้ำได้ไม่จำกัด
✅ ได้ฝึกปฏิบัติจริง (Practice) ไปพร้อมกันในวิดีโอ บรรยากาศเสมือนเรียนสด
💌 สนใจร่วมเดินทางในบทเรียนนี้:
สามารถทัก Inbox เพื่อสอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อคอร์สเรียนได้ทันทีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่การเดินทางภายในนะคะ ✨

#การเยียวยาด้วยลมหายใจ
#การรับรู้สัญญาณจากภายใน

14/06/2026

[The 7 A’s Journey: Breathe to Heal] 🌬✨
​บทเรียนที่ 2: "Awareness การรับรู้...สัญญาณจากภายใน"

​ในคลาสนี้ เราจะมาร่วมเรียนรู้การใช้ลมหายใจเป็นฐาน เพื่อกลับมารับฟังและรับรู้สัญญาณต่างๆ ที่ร่างกายส่งเสียงสื่อสารกับเราอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสัญญาณความอึดอัดไม่สบายตัวที่เกิดจากความเครียด เพื่อทำความเข้าใจและโอบรับ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ลมหายใจช่วยแปรเปลี่ยนและปลดปล่อยความเครียดเหล่านั้น ไม่ให้สะสมจนกลายเป็นความเครียดเรื้อรังที่อาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บในระยะยาว

​🌬🛸 ขอเชิญทุกท่านร่วมออกเดินทางไปกับลมหายใจ นำทางเรากลับไปเชื่อมโยงกับความมหัศจรรย์ของร่างกาย ในกิจกรรม Group Online Breathwork Workshop Series ภายใต้ธีม:
"The 7 A’s Journey: Breathe to Heal... วิถีแห่ง 7 A’s of Healing : ลมหายใจเพื่อเยียวยาจากภายใน"

​🌀 สิ่งที่จะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติในบทเรียนที่ 2:
​Body Awareness: ฝึกใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือสะท้อนสภาวะภายใน ตระหนักรู้สัญญาณเตือนของความเครียดที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย
​Stress Release: กระบวนการผ่อนคลายและปลดปล่อยความตึงเครียดสะสมอย่างปลอดภัย เพื่อคืนความสมดุลให้ระบบประสาท
​Self-Connection: ถอดรหัสข้อความที่ร่างกายพยายามบอก เพื่อการดูแลและเยียวยาตัวเองอย่างตรงจุด

​🌀 นำกระบวนการโดย:
​พญ.พจนี ประดิษฐสุวรรณ (หมอแมว)
​Certified Breathwork Facilitator & Practitioner (Alchemy of Breath, Italy & GPBA, USA)
​ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการใช้ลมหายใจร่วมเยียวยาความเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเอง
โดยได้รับ​แรงบันดาลใจจากหนังสือ “When The Body Says No” ของ Dr. Gabor Maté สู่การผสานหลักการ The 7A's of Healing เข้ากับศาสตร์แห่งลมหายใจ เพื่อปลุกพลังและดึงศักยภาพสูงสุดในการฟื้นฟูเยียวยาตัวเองจากภายใน

​📅 รายละเอียดกิจกรรม (ผ่าน Zoom)
​🕒 วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 | เวลา 14:00 - 16:00 น.

​🌿 Workshop นี้เหมาะสำหรับ:
​ผู้ที่มีความเครียดสะสม อ่อนล้า หรือต้องการฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ
​ผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง (ทั้งตนเองและดูแลคนใกล้ชิด)
​ผู้ที่สนใจศาสตร์แห่งการตระหนักรู้ somatic healing และพลังแห่งลมหายใจ

(❣️ หมายเหตุ: กิจกรรมนี้เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพองค์รวม ไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้)
​📢 อัตราค่าลงทะเบียน
​1. เข้าร่วมเรียนสด (Live Online) — จำกัดเพียง 20 ท่าน
​รายครั้ง: 1,200 บาท
​Full Journey (ครบชุด 7 ครั้ง): ราคาพิเศษ 7,000 บาท (แนะนำเพื่อกระบวนการที่ต่อเนื่องและยั่งยืน)
​2. วิดีโอย้อนหลัง (On-Demand)
​รายหัวข้อ: 300 บาท
​ครบชุด 7 หัวข้อ: 2,000 บาท

​🎁 โปรโมชั่นพิเศษ: สำหรับท่านที่ซื้อวิดีโอ Full Journey (2,000 บาท) สามารถใช้สิทธิ์อัปเกรดเข้าเรียนสด (Live) ในหัวข้อที่ต้องการได้ในราคาเพียง 900 บาท/ครั้ง เท่านั้น!

​👉 ช่องทางการสมัครและสอบถามเพิ่มเติม:
​📥 Inbox: Miracle of Breath
📸 DM Instagram:
👇 หรือลงทะเบียนผ่าน Google Form ในลิงก์ที่คอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
​ #ความตระหนักรู้ #ลมหายใจเพื่อการเยียวยาตัวเองจากภายใน

11/06/2026

"อานาปานสติภาวนา คือการท่องไปใน
จิตนคร ซึ่งมีภพภูมิภายในที่ได้รับการตกแต่ง ให้วิจิตรอลังการด้วยเวทนา -สัญญา-สังขาร ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชา-ตัณหา-อุปทาน "..
จากหนังสือ
อานาปานสติภาวนา ลมหายใจเพื่อเดินสู่ อิสรภาพภายใน
ของอาจารย์ประมวล
เพ็งจันทร์

11/06/2026

...
"การเจริญภาวนานั้นมีอยู่ 2 ระดับ คือสมาธิภาวนาและสติภาวนา

สมาธิภาวนา เป็นส่วนของสมถกรรมฐานอันเป็นจิตสิกขา

สติภาวนาเป็นส่วนของวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นปัญญาสิกขา

การเจริญอานาปานสติภาวนานั้น เริ่มต้นที่สมาธิภาวนา แล้วค่อยๆยกระดับขึ้นสู่สติภาวนา

นี้คือเหตุสำคัญ ที่ทำให้กล่าวได้ว่า อานาปานสติเป็นได้ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

นี้คือเหตุผลว่าทำไมท่านอาจารย์พุทธทาสจึงกล่าวข้อความ ต่อไปนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนที่จะกล่าวถึงอานาปานสติภาวนา"..

จากหนังสือ อานาปานสติภาวนา ลมหายใจเพื่อการเดินสู่อิสรภาพภายใน โดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00