Happy & Healthy Longevity
ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Happy & Healthy Longevity, สุขภาพ/ความงาม, Bangkok
เพจนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคนที่รักสุขภาพ เป็นเนื้อหา คลิป และ live สด ในบางโอกาส ทีม admin ทำงานในแวดวงโรงพยาบาล มีประสบการณ์ด้านสุขภาพมากมาย พร้อมสรรหา แขกรับเชิญ เป็นแพทย์ และบุคลากร ทางการแพทย์
01/10/2026
มีเสียงในหู ทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไร
ทำไมบางคนถึงได้ยินเสียง ทั้งที่รอบตัวเงียบสนิท?
เคยไหมคะ?
ตอนกลางคืนกำลังจะนอน ทุกอย่างเงียบสนิท แต่กลับได้ยินเสียง “วิ้ง…” “หึ่ง…” “จี๊ด…” หรือ “ฟู่…” อยู่ในหู
บางคนเป็นเป็นครั้งคราว แต่บางคนเป็นทุกวันจนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต
อาการนี้เรียกว่า Tinnitus หรือภาวะเสียงดังในหู
เสียงนั้นไม่ได้มาจากข้างนอก
สิ่งที่น่าสนใจคือ เสียงที่ได้ยินอาจ ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอกเลย
สมองและระบบการได้ยินสามารถสร้างหรือรับรู้สัญญาณเสียงขึ้นมาได้ แม้ในสิ่งแวดล้อมจะไม่มีเสียงนั้นจริง ๆ
เสียงที่ได้ยินมีได้หลายรูปแบบ เช่น
* เสียงวิ้งหรือเสียงแหลม
* เสียงหึ่ง
* เสียงซ่า
* เสียงฟู่
* เสียงคล้ายจิ้งหรีด
* เสียงตุบ ๆ ตามจังหวะชีพจร
บางคนได้ยินเพียงข้างเดียว บางคนได้ยินสองข้าง
ทำไมถึงเกิดเสียงในหู?
สาเหตุมีได้หลายอย่างค่ะ
ขี้หูอุดตัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้ และเมื่อเอาขี้หูออกแล้ว อาการอาจดีขึ้น
อีกสาเหตุที่พบได้คือ การสูญเสียการได้ยิน โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เพราะระบบประสาทการได้ยินมีการเปลี่ยนแปลงตามวัย
นอกจากนี้ เสียงดังมาก ๆ เช่น การฟังเพลงเสียงดัง การทำงานในสถานที่เสียงดัง หรือการอยู่ใกล้เสียงระเบิด ก็สามารถทำให้เกิดเสียงในหูได้
ยาบางชนิดก็อาจเกี่ยวข้องกับอาการนี้ รวมถึงปัญหาบางอย่างของหูชั้นกลางหรือระบบประสาทการได้ยิน
และในบางคน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความวิตกกังวล อาจทำให้เรารับรู้เสียงในหูได้ชัดเจนขึ้น
ทำไมตอนกลางคืนถึงรู้สึกว่าเสียงดังขึ้น?
จริง ๆ แล้วเสียงอาจไม่ได้ดังขึ้นค่ะ
แต่ตอนกลางวันเรามีเสียงรอบตัวมากมาย ทั้งรถ คนพูด โทรศัพท์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ สมองจึงไม่ได้สนใจเสียงในหูมากนัก
พอกลางคืนทุกอย่างเงียบลง
เสียงเล็ก ๆ ที่เคยถูกกลบจึงเด่นขึ้นมา
และยิ่งเรานอนฟังว่า “เมื่อไหร่จะหาย?” ก็ยิ่งให้ความสนใจกับเสียงนั้นมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่ามันดังขึ้นกว่าเดิมได้
มีเสียงในหูเมื่อไหร่ ควรไปพบแพทย์?
ถ้าเสียงในหูเป็นต่อเนื่อง รบกวนการนอน หรือเริ่มมีปัญหาการได้ยิน ควรตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าเป็น ข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง
และมีอาการบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม เช่น
* การได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน
* มีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย
* มีอาการปวดหรือมีน้ำ/หนองออกจากหู
* เสียงในหูเต้นตามจังหวะชีพจร
* มีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด
โดยเฉพาะ การสูญเสียการได้ยินแบบฉับพลัน ควรรีบพบแพทย์ เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญ
แล้วถ้ามีเสียงในหู ต้องทำอย่างไร?
อย่าใช้ไม้แคะหูเข้าไปลึก ๆ และควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง
ในตอนนอน หากความเงียบทำให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น อาจเปิดเสียงเบา ๆ เช่น เสียงพัดลม เสียงฝน หรือเสียงธรรมชาติ เพื่อช่วยลดความเด่นของเสียงในหู
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิ่งคิดว่าเสียงในหูเป็นเรื่องธรรมดาของคนอายุเพิ่มขึ้นเสมอไป
เพราะ Tinnitus เป็น “อาการ” ไม่ใช่โรคหนึ่งโรคใดโดยเฉพาะ และการหาสาเหตุที่แท้จริงอาจช่วยให้จัดการกับอาการได้เหมาะสมมากขึ้น
จำง่าย ๆ
ถ้าเสียงในหู เป็นนานขึ้น เป็นข้างเดียว ได้ยินลดลง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย — ควรตรวจค่ะ
เพราะบางครั้งเสียงเล็ก ๆ ที่เราได้ยิน
อาจเป็นเสียงที่กำลังบอกว่า “หูของเราต้องการการดูแล”
#สุขภาพดีมีความสุข
30/09/2026
ไข้หวัดใหญ่กับโควิด ต่างกันอย่างไร?
อาการคล้ายกัน แต่ไม่ใช่โรคเดียวกัน
ช่วงที่มีคนรอบตัวไอ จาม มีไข้ หรือเจ็บคอ หลายคนมักสงสัยว่า “นี่เป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิดกันแน่?”
ความจริงคือ ไข้หวัดใหญ่และโควิดมีอาการคล้ายกันมาก เพราะทั้งคู่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ แต่เกิดจากไวรัสคนละชนิด และมีรายละเอียดบางอย่างที่ช่วยแยกได้
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากอะไร?
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อ Influenza virus โดยเฉพาะสายพันธุ์ Influenza A และ B
จุดเด่นของไข้หวัดใหญ่มักเป็นการเริ่มป่วยค่อนข้างรวดเร็ว จากที่ยังปกติดีอยู่ อาจมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก อ่อนเพลีย และไอแห้งตามมา
บางคนจะรู้สึกว่า
“เหมือนโดนรถชน ปวดไปทั้งตัว”
ซึ่งอาการปวดเมื่อยและอ่อนเพลียอย่างมาก เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในไข้หวัดใหญ่
แล้วโควิดล่ะ?
โควิดเกิดจากเชื้อ SARS-CoV-2
อาการที่พบได้ ได้แก่ เจ็บคอ ไอ มีไข้หรือไม่มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และปวดเมื่อยตามตัว
ในบางคนอาจมีอาการที่ระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย
ส่วนอาการ สูญเสียการได้กลิ่นหรือรสชาติ ซึ่งเคยเป็นลักษณะที่คนพูดถึงกันมากในช่วงแรกของการระบาด ปัจจุบันพบได้น้อยลงกว่าสายพันธุ์ในระยะแรก
แล้วดูจากอาการอย่างเดียว แยกได้ไหม?
แยกได้ไม่แน่นอนค่ะ
นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิดทับซ้อนกันมาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง
มีไข้ + ไอ + เจ็บคอ + ปวดเมื่อย
อาจเป็นได้ทั้งไข้หวัดใหญ่ โควิด หรือแม้แต่ไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่น
ดังนั้น หากจำเป็นต้องรู้ว่าเป็นโรคอะไร โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจหาเชื้อจะช่วยยืนยันได้มากกว่าการดูจากอาการเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่สำคัญกว่าการแยกว่าเป็นโรคอะไร
ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด สิ่งที่ต้องระวังคือ ภาวะแทรกซ้อน
คนส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้มากกว่าคนทั่วไป
ดังนั้น หากมีไข้และอาการทางเดินหายใจแล้วมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์
* หายใจเหนื่อย หอบ หรือหายใจลำบาก
* เจ็บหรือแน่นหน้าอก
* ซึมลง สับสน หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
* รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยมาก
* อาการแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น
* ไข้สูงหรือมีไข้ต่อเนื่องหลายวัน
แล้วป้องกันอย่างไร?
หลักการป้องกันทั้งสองโรคค่อนข้างคล้ายกัน
ล้างมือเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคนที่กำลังป่วย ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และเมื่อมีอาการป่วย ควรพักอยู่บ้านและสวมหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น
สำหรับไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคและภาวะแทรกซ้อน
ส่วนโควิดก็ยังมีวัคซีนและแนวทางป้องกันตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขในแต่ละช่วงเวลา
สรุปง่าย ๆ
ไข้หวัดใหญ่กับโควิด ไม่ใช่โรคเดียวกัน และไม่มีอาการใดเพียงอย่างเดียวที่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเป็นโรคไหน
ถ้ามีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือปวดเมื่อย อย่าเพิ่งสรุปว่า “เป็นแค่หวัด”
โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว การรู้ว่าเป็นโรคอะไรตั้งแต่ต้น อาจมีความสำคัญต่อการรักษาและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เพราะบางครั้ง…อาการที่ดูเหมือนหวัดธรรมดา อาจไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
#สุขภาพดีมีความสุข
29/09/2026
ทำไมเราถึงกลัวการถูกคนอื่นมองไม่ดี
เคยไหมคะ อยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่พูด เพราะกลัวคนอื่นจะคิดอย่างไร
อยากแต่งตัวแบบที่ชอบ แต่กลัวคนมอง
อยากปฏิเสธบางเรื่อง แต่กลัวอีกฝ่ายไม่พอใจ
อยากแสดงความคิดเห็น แต่กลัวคนไม่เห็นด้วย
หรือบางครั้งทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้อยากทำ เพียงเพราะไม่อยากให้ใครรู้สึกไม่ดีกับเรา
สิ่งเหล่านี้มีรากมาจากความกลัวอย่างหนึ่งที่มนุษย์มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม นั่นคือ
“ความกลัวการถูกปฏิเสธจากกลุ่ม”
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวจึงมีความสำคัญต่อความรู้สึกปลอดภัยของเรา
แต่เมื่อความต้องการได้รับการยอมรับมากเกินไป เราอาจเริ่มใช้ชีวิตโดยมีคำถามว่า
“คนอื่นจะคิดอย่างไรกับฉัน?”
มากกว่า
“ฉันคิดอย่างไรกับตัวเอง?”
เมื่อเราใช้สายตาของคนอื่นตัดสินตัวเอง
ปัญหาคือเราไม่มีทางควบคุมความคิดของคนอื่นได้
ต่อให้เราพยายามทำทุกอย่างให้ดี ก็ยังมีคนที่ไม่ชอบเรา
ต่อให้เราพูดดี ก็ยังมีคนตีความผิด
ต่อให้เราประสบความสำเร็จ ก็ยังมีคนวิจารณ์
และเมื่อเราพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เราจะพบว่าเป็นภารกิจที่ไม่มีวันสำเร็จ
เพราะคนแต่ละคนมีประสบการณ์ ความเชื่อ และมาตรฐานแตกต่างกัน
บางครั้งสิ่งที่คนหนึ่งมองว่า “ดี” อีกคนหนึ่งอาจมองว่า “ไม่ดี” ได้ทันที
สิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกคนอื่นไม่ชอบ
อาจไม่ใช่การที่คนอื่นไม่ชอบเรา
แต่อาจเป็นการที่เรา ค่อย ๆ ไม่ชอบตัวเอง เพราะพยายามเป็นคนที่คนอื่นต้องการ
เราอาจใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่พูดสิ่งที่อยากพูด
ไม่ทำสิ่งที่อยากทำ
ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการ
และไม่กล้าเป็นตัวเองเต็มที่
เพียงเพราะกลัวว่าใครบางคนจะไม่พอใจ
เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเข้าใจเรา
การเติบโตทางใจอย่างหนึ่ง คือการยอมรับว่า
เราเป็นคนดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นที่ชอบของทุกคน
เราสามารถสุภาพโดยไม่ต้องยอมทุกเรื่อง
สามารถเห็นต่างโดยไม่ต้องทะเลาะ
สามารถปฏิเสธโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
และสามารถเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทุกคน
เมื่อเราเริ่มแยกออกระหว่าง
“สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเรา”
กับ
“คุณค่าที่เรามีจริง ๆ”
ชีวิตจะเบาลงมาก
เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร
แต่เราเลือกได้ว่า
เราจะมองตัวเองอย่างไร
และบางที ความสุขในวัยหนึ่งของชีวิต อาจไม่ได้เกิดจากการที่มีคนชอบเรามากขึ้น
แต่อาจเกิดจากวันที่เราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชอบเราอีกต่อไป
#สุขภาพดีมีความสุข #
มวลกล้ามเนื้อสำคัญนะคะ รักษา และสร้างมวลกล้ามเนื้อกัน
#สุขภาพดีมีความสุข
24/09/2026
ทำไมเราถึงกลัวความล้มเหลว ทั้งที่ยังไม่ได้ลอง
คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้หยุดทำสิ่งที่อยากทำ เพราะไม่มีความสามารถ แต่หยุดเพราะกลัวว่า “ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จล่ะ?”
ความกลัวความล้มเหลวเป็นความกลัวที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นมีความหมายกับเรา เพราะยิ่งเราอยากให้บางอย่างออกมาดีมากเท่าไร เราก็ยิ่งกลัวการผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น
บางคนจึงเลือกที่จะไม่สมัครงานใหม่
ไม่เริ่มธุรกิจ
ไม่เรียนสิ่งที่อยากเรียน
ไม่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง
หรือแม้แต่ไม่เริ่มความสัมพันธ์ใหม่
ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการ แต่เพราะในใจคิดว่า
“ถ้าทำแล้วไม่ดี จะเสียหน้าไหม?”
“ถ้าคนอื่นเห็นว่าเราทำไม่ได้ จะคิดอย่างไร?”
ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เรากลัวเท่ากับ “ความหมาย” ที่เราให้กับมัน
สำหรับบางคน การทำไม่สำเร็จหมายถึง “ครั้งนี้ไม่สำเร็จ”
แต่สำหรับบางคน มันกลับหมายถึง
“ฉันไม่เก่งพอ”
“ฉันไม่มีความสามารถ”
“ฉันแก่เกินไปแล้ว”
“ฉันไม่เหมาะกับเรื่องนี้”
เมื่อความล้มเหลวถูกตีความว่าเป็นการตัดสินคุณค่าของตัวเรา ความกลัวจึงรุนแรงขึ้น
และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนจึงเลือก ไม่ลองเลย เพราะอย่างน้อยการไม่ลองก็ยังทำให้เราสามารถคิดได้ว่า
“จริง ๆ แล้วฉันอาจทำได้ ถ้าฉันลอง”
แต่ถ้าลองแล้วไม่สำเร็จ เราจะไม่มีข้ออ้างนั้นอีกต่อไป
วิธีที่ช่วยลดความกลัวความล้มเหลว
ลองเปลี่ยนคำถามจาก
“ถ้าฉันทำไม่สำเร็จล่ะ?”
เป็น
“ถ้าฉันลองแล้วได้เรียนรู้อะไรบางอย่างล่ะ?”
เพราะความสำเร็จไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์สุดท้าย แต่รวมถึงประสบการณ์ ความรู้ และความเข้าใจตัวเองที่เราได้รับระหว่างทาง
บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “ล้มเหลว” อาจเป็นเพียงข้อมูลว่า
วิธีนี้ยังไม่เหมาะกับเรา
และนั่นแตกต่างจากคำว่า
“ฉันทำไม่ได้”
อย่างมาก
สิ่งที่ควรจำ
ชีวิตที่ไม่เคยล้มเหลว อาจไม่ใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่อาจเป็นชีวิตที่ ไม่เคยกล้าลองสิ่งที่มีความหมายมากพอ
เราไม่จำเป็นต้องมั่นใจก่อนจึงจะเริ่มได้
บางครั้งเราต้องเริ่มก่อน
แล้วความมั่นใจจึงค่อยเกิดขึ้นระหว่างทาง
เพราะความกลัวความล้มเหลวไม่ได้หายไปด้วยการรอให้เราพร้อม
แต่มันค่อย ๆ เล็กลง เมื่อเราได้พิสูจน์กับตัวเองว่า
“ต่อให้ไม่สำเร็จ ฉันก็ยังรับมือกับมันได้”
#สุขภาพดีมีความสุข
23/09/2026
“อายุเท่าไหร่ถึงควรเกษียณจริง ๆ ไม่ทำงานแล้ว” ไม่สามารถใช้ตัวเลขเดียวได้กับทุกคนค่ะ
แต่ถ้าให้ตั้งกรอบจาก สุขภาพ อายุขัยปัจจุบัน และจิตวิทยาของการทำงาน ก็ประมาณนี้ค่ะ
* 60–65 ปี → เป็นช่วงที่ควรเริ่ม “ลดงาน” มากกว่าจะต้องหยุดทันที
* 65–70 ปี → เป็นช่วงที่เหมาะกับการเปลี่ยนจาก งานประจำเต็มเวลา เป็นงานที่เลือกทำ งานที่ปรึกษา งานสอน หรืองานที่ทำเพราะชอบ
* 70–75 ปี → ถ้าสุขภาพดีและยังมีความสุขกับงาน ทำต่อได้ แต่ควรลดภาระและความเครียดลง
* 75 ปีขึ้นไป → วิ้กกี้อยากให้ “งานเป็นทางเลือก” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขอายุคือ เรายังมีความสามารถและมีความสุขกับงานหรือเปล่า
เพราะคนอายุ 68 บางคนยังแข็งแรงมาก มีพลัง มีสังคม และรู้สึกสนุกกับงาน ขณะที่บางคนอายุ 58 ก็หมดแรงจากการทำงานจนควรหยุดแล้ว
แต่มีจุดหนึ่งที่อยากเน้นมาก
“เกษียณจากงาน” ไม่ควรเท่ากับ “เกษียณจากชีวิต”
ถ้าออกจากงานตอน 60 แล้วอยู่บ้านเฉย ๆ อีก 25–30 ปี อาจทำให้เกิดความรู้สึกไร้คุณค่า เบื่อ หรือโดดเดี่ยวได้
เราควรใช้แนวคิดว่า
60–65 = เปลี่ยนเกียร์
65–70 = เลือกงานที่อยากทำ
70+ = ทำเฉพาะสิ่งที่มีความหมาย
ไม่จำเป็นต้องเลิกทำอะไรทั้งหมดค่ะ
และจริง ๆ แล้ว “การเกษียณที่ดีที่สุด” อาจไม่ใช่วันที่เราหยุดทำงาน แต่เป็นวันที่เราสามารถพูดว่า “วันนี้ฉันจะทำ เพราะฉันอยากทำ ไม่ใช่เพราะฉันจำเป็นต้องทำ”
#สุขภาพดีมีความสุข
22/09/2026
กินยาหลายชนิดพร้อมกัน อันตรายกว่าที่คิด
ผู้สูงอายุจำนวนมากมีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือข้อเสื่อม ทำให้ต้องรับประทานยาหลายชนิดในแต่ละวัน บางคนมียามากกว่า 5-10 ชนิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “ปฏิกิริยาระหว่างยา” ได้
ปฏิกิริยาระหว่างยาคืออะไร
ปฏิกิริยาระหว่างยา หมายถึง การที่ยาตัวหนึ่งส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง ทำให้ยาออกฤทธิ์มากเกินไป น้อยเกินไป หรือเกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
นอกจากยาแล้ว อาหาร เครื่องดื่ม วิตามิน และสมุนไพรบางชนิดก็สามารถรบกวนการออกฤทธิ์ของยาได้เช่นกัน
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย
● ยาละลายลิ่มเลือดร่วมกับสมุนไพรบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกง่าย
● ยาความดันบางชนิดร่วมกับอาหารเสริมโพแทสเซียม อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมสูงเกินไป
● ยานอนหลับร่วมกับยาแก้แพ้บางชนิด อาจทำให้ง่วงมาก เสี่ยงหกล้ม
● ยาแก้ปวดบางชนิดใช้ต่อเนื่องนาน อาจส่งผลต่อไตหรือกระเพาะอาหาร
สัญญาณที่ควรสังเกต
● เวียนศีรษะผิดปกติ
● ง่วงซึมมากกว่าปกติ
● ใจสั่น
● คลื่นไส้ อาเจียน
● ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงมาก
● มีเลือดออกผิดปกติ
● หกล้มบ่อยขึ้น
วิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย
● รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
● แจ้งแพทย์ทุกครั้งเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงวิตามินและสมุนไพร
● ไม่ซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
● พกบัญชียาประจำตัวเมื่อต้องไปพบแพทย์
● หากมีอาการผิดปกติหลังเริ่มยาใหม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์
ข้อคิดสุขภาพ
ยาช่วยรักษาโรคได้ แต่การใช้ยาหลายชนิดโดยขาดการติดตามอาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน การทบทวนรายการยาเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
#สุขภาพดีมีความสุข
ทำไมคนดี ถึงได้ถูกหลอกเรื่องเงินอยู่ซ้ำๆ
ลองฟังดูค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
17/09/2026
การอยู่คนเดียว กับ “ความเหงา” ไม่เหมือนกัน
หลายคนเข้าใจว่า
อยู่คนเดียว = เหงา
แต่ในทางจิตวิทยา สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างมาก
คนหนึ่งอาจอยู่คนเดียวในบ้านทั้งวัน แต่มีความสุขมาก
ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีเพื่อน มีครอบครัว มีคนติดตามในโซเชียลมีเดีย แต่กลับรู้สึกเหงาอย่างมาก
เพราะ “ความเหงาไม่ได้เกิดจากการไม่มีคนอยู่รอบตัว แต่เกิดจากการรู้สึกว่าเราไม่ได้เชื่อมโยงกับใครอย่างมีความหมาย”
การอยู่คนเดียว คือ “สถานการณ์”
การอยู่คนเดียวหมายถึงการไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยในขณะนั้น
แต่คนที่อยู่คนเดียวอาจรู้สึกสงบ มีอิสระ และได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
บางคนชอบกินข้าวคนเดียว อ่านหนังสือคนเดียว เดินทางคนเดียว หรือใช้เวลาเงียบ ๆ ในบ้าน
และรู้สึกว่า
“นี่คือเวลาที่ฉันได้อยู่กับตัวเอง”
นี่เรียกว่า solitude หรือการอยู่ลำพังอย่างมีความสุข
ส่วนความเหงา คือ “ความรู้สึก”
ความเหงาเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่า
ความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ ไม่ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเรา
เช่น มีเพื่อนมาก แต่ไม่มีใครที่คุยเรื่องลึก ๆ ได้
มีครอบครัว แต่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ
มีคนคุยด้วยทุกวัน แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีใคร “เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา”
ดังนั้นคนที่เหงาที่สุด อาจไม่ใช่คนที่อยู่คนเดียว
แต่อาจเป็นคนที่ “อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่รู้สึกว่าไม่มีใครเชื่อมโยงกับเรา”
แล้วทำไมบางคนถึงชอบอยู่คนเดียว?
เพราะการอยู่คนเดียวทำให้เราได้พักจากการต้องตอบสนองความต้องการของคนอื่น
เราไม่ต้องพูด ไม่ต้องเอาใจ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องรับบทบาทอะไร
และสำหรับบางคน นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้สมองได้พักอย่างแท้จริง
คนที่สามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์
ตรงกันข้าม บางคนมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับคนอื่น เพราะเขา ไม่ได้ต้องการให้คนอื่นมาเติมเต็มความว่างเปล่าตลอดเวลา
แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้ว “เริ่มเหงา” ล่ะ?
ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่ควรละเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง
สัญญาณหนึ่งคือ เราเริ่มรู้สึกว่าไม่มีใครให้โทรหา ไม่มีใครที่อยากเล่าเรื่องให้ฟัง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใคร
สิ่งที่ช่วยได้ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกไปพบคนจำนวนมาก
บางครั้งแค่มี ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ 1–2 คน ก็เพียงพอ
โทรหาเพื่อนเก่า นัดกินข้าวกับคนที่เราสบายใจ เข้ากลุ่มกิจกรรมที่ชอบ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เรายังเชื่อมโยงกับโลกใบนี้”
เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการคนมากมาย
แต่ต้องการ “ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย”
และบางที…
การอยู่คนเดียว อาจเป็นความสุข
แต่การรู้สึกว่า “ไม่มีใครต้องการเรา” ต่างหาก ที่ทำให้เราเหงา
ดังนั้น ถ้าวันนี้เราชอบอยู่คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าเราผิดปกติ
ขอเพียงถามตัวเองว่า
“ฉันอยู่คนเดียว เพราะฉันมีความสุขกับมัน
หรือฉันอยู่คนเดียว เพราะไม่รู้จะเชื่อมโยงกับใคร?”
คำตอบของคำถามนี้ สำคัญกว่าจำนวนคนที่อยู่รอบตัวเรามากค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
16/09/2026
ทำไมบางคน “ไม่ยอมเกษียณ” ทั้งที่มีเงินพอแล้ว?
เมื่อพูดถึงคำว่า “เกษียณ” หลายคนอาจนึกถึงการได้หยุดทำงาน มีเวลาพักผ่อน เดินทาง ทำงานอดิเรก หรือใช้ชีวิตตามใจตัวเองมากขึ้น
แต่สำหรับบางคน การเกษียณกลับไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย
แม้จะมีเงินเก็บเพียงพอ มีบ้าน มีครอบครัว และไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อหารายได้อีกต่อไป แต่กลับยังอยากทำงานต่อ บางคนทำงานจนถึงอายุ 70–80 ปี หรือแม้แต่ไม่มีแผนจะหยุดเลย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
1. เพราะงานไม่ได้ให้แค่ “เงิน”
สำหรับคนจำนวนมาก งานคือส่วนหนึ่งของตัวตน
เราอาจคุ้นเคยกับการแนะนำตัวว่า
“เป็นหมอ”
“เป็นผู้บริหาร”
“เป็นอาจารย์”
“ทำธุรกิจ”
เมื่อเกษียณ ตำแหน่งเหล่านี้หายไปทันที จึงอาจเกิดคำถามในใจว่า
“แล้วตอนนี้ฉันคือใคร?”
คนที่ผูกตัวตนไว้กับความสำเร็จในการทำงานมาก อาจรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตัวเองเมื่อไม่มีงานให้ทำ
2. งานทำให้รู้สึกว่า “ตัวเองยังมีคุณค่า”
การได้แก้ปัญหา ได้ตัดสินใจ ได้ช่วยเหลือคนอื่น หรือได้เห็นผลงานของตัวเอง ทำให้สมองได้รับความรู้สึกว่าตนเองยังมีความหมาย
ดังนั้นบางคนไม่ได้กลัว “ไม่มีเงิน” หลังเกษียณ
แต่กลัวว่า
“ถ้าไม่ทำงานแล้ว ฉันจะยังมีคุณค่าอยู่ไหม?”
3. การเกษียณหมายถึงการสูญเสีย “โครงสร้างชีวิต”
คนที่ทำงานมาหลายสิบปีจะมีตารางชีวิตที่ชัดเจน ตื่นกี่โมง ไปทำงาน พบใคร รับผิดชอบอะไร และกลับบ้านเวลาไหน
เมื่อหยุดทำงานกะทันหัน วันทั้งวันอาจว่างเปล่า
และความว่างนั้นไม่ได้แปลว่า “อิสระ” เสมอไป
สำหรับบางคน มันกลับกลายเป็นความรู้สึกว่า ชีวิตไม่มีทิศทาง
4. งานทำให้ได้พบผู้คน
เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ผู้ป่วย ลูกน้อง หรือคนที่เราติดต่อด้วยทุกวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของเรา
เมื่อเกษียณ การพบปะเหล่านี้ลดลงอย่างมาก
บางคนจึงค้นพบว่า สิ่งที่ตัวเองเสียดายที่สุดไม่ใช่งาน แต่คือ “ผู้คนในชีวิตการทำงาน”
5. บางคนไม่ได้ “ติดงาน” แต่ติดความรู้สึกจากการทำงาน
คำชม ความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ การเป็นคนสำคัญ หรือการมีอำนาจในการตัดสินใจ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี
เมื่อไม่มีงาน สิ่งเหล่านี้ก็หายไป
จึงเกิดความรู้สึกว่า
“ถ้าฉันหยุด ฉันจะกลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครต้องการหรือเปล่า?”
แต่การไม่เกษียณไม่ใช่เรื่องผิด
ถ้าคนคนหนึ่งยังสนุกกับงาน สุขภาพดี มีความสุข และทำงานเพราะ “เลือกที่จะทำ” ไม่ใช่เพราะ “กลัวที่จะหยุด” การทำงานต่อก็อาจเป็นสิ่งที่ดีมาก
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า
“อายุเท่านี้ควรเกษียณหรือยัง?”
แต่ควรถามว่า
“ถ้าวันหนึ่งไม่มีงานนี้แล้ว เรายังมีชีวิตที่มีความหมายอยู่หรือไม่?”
การเกษียณที่ดีจึงไม่ใช่การหยุดทำงานอย่างเดียว
แต่คือการเตรียมให้ตัวเองมี “หลายบทบาท” ในชีวิต
เป็นคนทำงาน เป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นนักเดินทาง เป็นคนรักสุขภาพ เป็นอาสาสมัคร เป็นคนที่มีงานอดิเรก หรือเป็นคนที่ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้
เพราะสุดท้ายแล้ว…
เราไม่ควรทำงานเพียงเพื่อให้ชีวิตมีความหมาย
แต่ควรสร้างชีวิตที่มีความหมาย แม้ในวันที่เราไม่ต้องทำงานแล้ว
#สุขภาพดีมีความสุข #
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10900
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Happy & Healthy Longevity โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ
