HealthCrafting.th
เราคือผู้สนับสนุนให้ทุกคนมีโอกาส “สร้าง” และ “รังสรรค์” สุขภาพดีด้วยตัวเอง บนพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง
13/10/2024
เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๗
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
09/10/2024
การทานข้าว 5 สีเป็นวิธีที่ดีในการบริโภคอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ได้แก่:
ปรับสมดุลร่างกาย: ข้าว 5 สีมีสารอาหารที่หลากหลาย เช่น โฟลิคแอซิด, เส้นใย, และวิตามิน ที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ดี
ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน: บางชนิดของข้าว 5 สีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
สุขภาพดี: ข้าว 5 สีมีสารอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ, เบาหวาน และมะเร็ง
ป้องกันอ้วน: การทานข้าว 5 สีช่วยให้ร่างกายรับประทานพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอ้วน
ส่งเสริมสุขภาพจิต: การทานอาหารที่หลากหลายช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีสมดุล
ข้าว 5 สีที่นิยมกันนั้นประกอบด้วยข้าว 5 สายพันธุ์หลัก ๆ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีสีและคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน ดังนี้:
ข้าวกล้อง: เป็นข้าวสีน้ำตาล มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยในการย่อยอาหาร และมีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและผิวหนัง
ข้าวไรซ์เบอร์รี่: ข้าวสีม่วงเข้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงหัวใจและหลอดเลือด
ข้าวหอมนิล: ข้าวสีม่วงเข้มคล้ายกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ
ข้าวเหนียวดำ: มีสีดำหรือสีม่วงเข้ม เนื้อข้าวเหนียวนุ่ม มีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานและต้านอนุมูลอิสระ
ข้าวแดง: เป็นข้าวสีแดง มีสารแอนโทไซยานิน และธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงเลือด
การทานข้าว 5 สีเป็นประจำช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมน้ำหนักและระบบการย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกทานข้าวหลากหลายชนิดในทุกมื้ออาหาร ไม่เพียงแค่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอีกด้วย
ุขภาพดีองค์รวม #ข้าวผสมธัญพืช #สุขภาพดี #โภชนาการครบถ้วน #ลดน้ำหนัก #บำรุงหัวใจ #พลังงานยั่งยืน #อาหารเพื่อสุขภาพ #ธัญพืช #เส้นใยอาหาร #สุขภาพดีทุกวัน
#สุขภาพดีด้วยข้าว5สี #ข้าว5สี #ไรซ์เบอร์รี่ #ข้าวกล้อง
13/09/2024
ฝึกพิลาทิส ทางเลือกแนะนำเพื่อสุขภาพสำหรับวัย 45 ปีขึ้นไป
การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกวัย โดยเฉพาะเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายถือเป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งในกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปก็คือ พิลาทิส (Pilates) ค่ะ
พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แกนกลางลำตัว (Core) ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของร่างกายและช่วยป้องกันอาการปวดหลัง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น เสริมสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมพิลาทิสถึงเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป?
พิลาทิสเน้นการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและควบคุม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกกับข้อต่อ ไม่ต้องออกแรงมาก ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
เสริมสร้างความแข็งแรงและสมดุล: ช่วยเพิ่มสมดุลและช่วยเรื่องการทรงตัว ลดความเสี่ยงต่อการล้ม และช่วยพัฒนากล้ามเนื้อโดยรวม
หากคุณสนใจเริ่มต้นฝึกพิลาทิส มีขั้นตอนง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเริ่มได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพค่ะ:
**เริ่มต้นด้วยการหาครูฝึก**
- หากคุณเป็นมือใหม่ ควรเริ่มต้นฝึกพิลาทิสกับครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ท่าทางที่ถูกต้องและป้องกันการบาดเจ็บ ครูฝึกจะช่วยปรับท่าทางให้เหมาะกับร่างกายของคุณ และแนะนำการฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถ
**เตรียมอุปกรณ์**
- พิลาทิสไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก ใช้เพียงแค่เสื่อโยคะ (Yoga Mat) ที่มีความหนาเล็กน้อยเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนไหว เมื่อคุ้นเคยมากขึ้นแล้ว หากต้องการเพิ่มความท้าทาย อาจใช้ **วงยางออกกำลังกาย (Resistance Bands)** หรือ **ลูกบอลพิลาทิส** เป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มได้ค่ะ
**ฝึกท่าพื้นฐาน**
- เริ่มจากท่าพิลาทิสง่ายๆ ที่เน้นการเสริมสร้างแกนกลางลำตัวและความยืดหยุ่น เช่น:
- **ท่า The Hundred**: ฝึกการหายใจและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง
- **ท่า Rolling Like a Ball**: ช่วยในการฝึกการทรงตัวและนวดกระดูกสันหลัง
- **ท่า Pelvic Curl**: ฝึกการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังและเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง ควรฝึกทีละท่าอย่างช้าๆ และใช้เวลาศึกษาเทคนิคให้ถูกต้อง
**ฝึกหายใจให้ถูกต้อง**
- การหายใจในพิลาทิสมีความสำคัญมาก เพราะช่วยในการเคลื่อนไหวและการสร้างสมาธิ หายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปากให้เต็มที่ ฝึกควบคุมลมหายใจระหว่างทำท่าต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
**เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป**
- อย่าเร่งรีบ ค่อยๆ ฝึกท่าพื้นฐานให้ชำนาญก่อน เมื่อรู้สึกแข็งแรงขึ้นจึงเพิ่มความท้าทายด้วยท่าที่ซับซ้อนขึ้น ฝึกอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที
การฝึกพิลาทิสไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่ยังช่วยลดความเครียด และทำให้คุณมีสมาธิมากขึ้น เริ่มต้นทีละนิด ฝึกสม่ำเสมอ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายและจิตใจค่ะ!
03/09/2024
🍲 อิ่มอร่อยและแข็งแรงด้วยอาหารสุขภาพในหน้าฝนนี้! 🌧️
อากาศเย็นชุ่มฉ่ำช่วยทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น แต่อย่าลืมว่าโรคภัยไข้เจ็บก็อาจมาเยือนได้ด้วยนะคะ การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมในช่วงนี้สามารถช่วยให้เราเสริมภูมิคุ้มกันกับร่างกายของเราได้นะคะ มาดูกันค่ะว่ามีเมนูคาวหวานอะไรบ้าง
1. แกงเลียงผักรวมกุ้งสด
แกงเลียงเป็นเมนูที่อุดมไปด้วยสมุนไพรไทยและผักหลากชนิด เช่น ฟักทอง บวบ และข้าวโพดอ่อน นอกจากจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแล้ว ยังช่วยขับเหงื่อและทำให้ร่างกายอบอุ่นอีกด้วย
2. ข้าวต้มปลา
เมนูอุ่นๆ ที่เหมาะกับวันฝนตก ข้าวต้มปลาย่อยง่ายและมีโปรตีนจากปลา ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากความเหนื่อยล้าในช่วงที่อากาศเย็น
3. ซุปฟักทอง
ฟักทองมีเบต้าแคโรทีนสูง ดีต่อสายตาและผิวหนัง ซุปฟักทองร้อนๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายและเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี
4. ต้มยำไก่บ้าน
ต้มยำที่ใช้ไก่บ้านเป็นส่วนผสมหลัก มีสมุนไพรเช่น ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูดที่ช่วยต้านการอักเสบและขับไล่ความหนาวเย็นออกจากร่างกาย
เมนูขนมและของหวานเพื่อสุขภาพ ดังนี้ค่ะ
1. บัวลอยน้ำขิง
บัวลอยที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมฟักทองและมันม่วง ต้มในน้ำขิงอุ่นๆ ช่วยเสริมความอบอุ่นให้ร่างกาย พร้อมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระจากขิง
2. เต้าฮวยนมสดกับผลไม้สด
เต้าฮวยเนื้อนุ่มละมุนที่ทำจากนมสดหรือนมถั่วเหลือง เสิร์ฟพร้อมผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี หรือมะม่วง เมนูนี้อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินจากผลไม้
3. ขนมกล้วยอบกรอบ
ขนมกล้วยทำจากกล้วยน้ำว้า หรือกล้วยหอมที่นำไปอบจนกรอบ หวานหอมตามธรรมชาติจากกล้วย ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่มเติม เหมาะเป็นของว่างที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ
4. ข้าวเหนียวดำหน้ากะทิ
ข้าวเหนียวดำมีไฟเบอร์สูง ทานคู่กับหน้ากะทิที่ใช้กะทิสดและน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยให้พลังงานแบบยั่งยืน
5. คุกกี้ข้าวโอ๊ตและถั่ว
คุกกี้ที่ทำจากข้าวโอ๊ตและถั่วต่างๆ เช่น อัลมอนด์และวอลนัท เสริมความหวานด้วยน้ำผึ้งแท้ เมนูนี้เป็นขนมที่มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง เหมาะสำหรับเป็นของว่างทานเล่น
เคล็ดลับการดูแลสุขภาพในหน้าฝน:
• ดื่มน้ำอุ่นๆ เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของร่างกาย
• เพิ่มการทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือมะนาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
• พยายามหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเน้นทานผัก ผลไม้ที่สดใหม่
สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง เลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกายและเหมาะสมกับสภาพอากาศ แล้วคุณจะรู้สึกสดชื่นแข็งแรงแม้ในวันที่ฝนตกหนัก 🌧️💪
13/08/2024
**ทำไมกินผักและดื่มน้ำเยอะแล้ว ยังท้องผูก?**
หลายคนคงเคยเจอปัญหาท้องผูกแม้ว่าเราจะทานผักและดื่มน้ำมากแล้ว ปัญหานี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ มาดูกันว่ามีอะไรได้บ้างนะคะ และควรทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ค่ะ
1. การบริโภคไฟเบอร์ไม่เพียงพอ
การทานไฟเบอร์ที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไฟเบอร์มีสองประเภทคือ:
- **ไฟเบอร์ละลายน้ำ**: พบได้ในข้าวโอ๊ต, ถั่ว, ผลไม้เช่น แอปเปิ้ลและส้ม ไฟเบอร์ชนิดนี้จะดูดซับน้ำและสร้างเจล ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มของอุจจาระ
- **ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ**: พบในผักใบเขียว, รำข้าวสาลี และธัญพืชเต็มเมล็ด ไฟเบอร์ชนิดนี้ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระและเร่งการขับถ่าย
2. ออกกำลังกายไม่เพียงพอ
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้เร็วขึ้น การออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น การเดินเร็ว, วิ่ง, ปั่นจักรยาน หรือโยคะ
3. ความเครียด
ความเครียดและความวิตกกังวลมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้การขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ การฝึกการหายใจลึกๆ, การทำสมาธิ หรือการทำโยคะสามารถช่วยลดความเครียดได้
4. ยาบางชนิด
ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดที่มีแคลเซียมหรืออะลูมิเนียม, ยาแก้ปวดชนิดโอปิออยด์, ยาลดความดันโลหิต, และยาต้านเศร้า สามารถทำให้ท้องผูกได้ ซึ่งหากท้องผูกเป็นผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยา
5. ปัญหาสุขภาพ
ปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ, โรคลำไส้อักเสบ, หรือปัญหาทางเดินอาหารอื่นๆ อาจทำให้ท้องผูก หากมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้องรุนแรง, น้ำหนักลด หรือมีเลือดในอุจจาระ ควรรีบพบแพทย์
HealthCrafting มีข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายได้ดีขึ้นนะคะ
**เพิ่มการบริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด, ถั่วต่างๆ, ผักใบเขียว, และผลไม้สด
**ดื่มน้ำให้เพียงพอ** อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยให้ไฟเบอร์ทำงานได้ดีขึ้น
**ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ** อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน, 5 วันต่อสัปดาห์
**สร้างสุขนิสัยการขับถ่าย**พยายามขับถ่ายในเวลาเดียวกันทุกวัน และไม่กลั้นอุจจาระ
หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสมค่ะ
28/07/2024
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
25/07/2024
ประโยชน์ของธัญพืชที่คุณอาจจะไม่เคยรู้
ธัญพืชเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา มาดูกันว่าธัญพืชมีประโยชน์อะไรบ้าง:
☘️ มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันท้องผูก และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่
❤️ ช่วยบำรุงหัวใจ การบริโภคธัญพืชที่เต็มเมล็ดช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
❇ ควบคุมน้ำหนัก เส้นใยอาหารในธัญพืชช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ลดการกินอาหารจุบจิบ ก็จะช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้
🍖 เป็นแหล่งโปรตีน ธัญพืชบางชนิดเช่น คีนัว เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงสุขภาพทั่วไป
🍄 แหล่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามินบี, เหล็ก, แมกนีเซียม ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และการเผาผลาญพลังงาน
🌺 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
ลองเพิ่มธัญพืชลงในเมนูประจำวันของคุณเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นกันนะคะ Health Crafting ขอเสนอเมนู “ข้าวผสมธัญพืช” เคล็ดลับสุขภาพที่ไม่ควรพลาด! 🌾🌟 เพราะข้าวผสมธัญพืชไม่เพียงแค่ทำให้อาหารมีรสชาติหลากหลาย แต่ยังเต็มไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล มาดูกันค่ะว่าข้าวผสมธัญพืชมีดีอย่างไร:
**เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ** ข้าวผสมธัญพืชมีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพอย่างครบถ้วน
**บำรุงหัวใจ** การบริโภคธัญพืชที่เต็มเมล็ดช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
**ควบคุมน้ำหนัก** เส้นใยอาหารในธัญพืชช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ลดการกินอาหารจุบจิบ และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
**พลังงานที่ยั่งยืน** ข้าวผสมธัญพืชให้พลังงานที่ยั่งยืนและช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
**เสริมสร้างระบบย่อยอาหาร** เส้นใยอาหารช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารและป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
**แหล่งโปรตีนคุณภาพ** ธัญพืชบางชนิด เช่น คีนัว เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงสุขภาพทั่วไป
**ป้องกันโรคเรื้อรัง** ธัญพืชมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
เปลี่ยนมื้ออาหารประจำวันให้มีประโยชน์มากขึ้นด้วยข้าวผสมธัญพืชกันเถอะค่ะ! 🌾🥣
ุขภาพดีองค์รวม #ข้าวผสมธัญพืช #สุขภาพดี #โภชนาการครบถ้วน #ลดน้ำหนัก #บำรุงหัวใจ #พลังงานยั่งยืน #อาหารเพื่อสุขภาพ #ธัญพืช #เส้นใยอาหาร #สุขภาพดีทุกวัน
16/07/2024
คุณ ส้ม ภัทรียา กลางณรงค์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เพจHealth Crafting ของเรา มาแบ่งปันประสบการณ์ตรง อันเป็นต้นสายของการกำเนิดเพจ Health Crafting นี้ เพื่อแบ่งปัน ความรู้ในการดูแลตัวเองอย่างองค์รวม ที่ให้ทุกท่านทำตามได้อย่างง่ายๆค่ะ และเพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีในแบบที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
ติดตามการแบ่งปันของคุณส้ม ได้ตามข้อมูลด้านล่างนี้เลยค่ะ
ปล.อย่าลืมลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมนะคะ
"มะเร็ง" เป็นแล้วหายได้ ทำอย่างไร? หรือหากท่านกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคนี้ในอนาคต เรามาฟังวิธีป้องกัน และการปฏิบัติตัวต้องทำอย่างไร? โดยเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริง
จากโรคมะเร็ง ในหัวข้อ "การเรียนรู้ จาก “โรคมะเร็ง” ที่ใครๆ ก็ว่าเธอ “ร้าย”"
กับคุณภัทรียา กลางณรงค์ ผู้มีประสบการณ์ตรงในการต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม วิทยากรที่ปรึกษาอิสระ ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเจ้าของเพจ HealthCrafting.th
ในวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.30-12.00 น. #เรียนรู้ฟรี ผ่านทาง ZOOM
คลิก Link เพื่อลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/19HAsm9RV5jEzeDUA
#เรียนรู้ฟรี #คิดดี #โรคภัย #ดูแล #ทริค
15/07/2024
อันตรายที่ซ่อนอยู่ของอาการปวด ตึง คอ บ่า ไหล่
อาการปวด ตึง คอ บ่า และไหล่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะละเลยได้ง่ายๆ การที่ไม่รับรู้ และไม่ดูแลอาการนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของเราได้
ดังนั้น ควรเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด ตึง คอ บ่า ไหล่ ได้แก่
* ท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหรือยืนในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่เกิดการตึงเครียด เช่น การก้มหน้าใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ
* การใช้งานกล้ามเนื้อเกินกำลัง หรือการทำงานที่ต้องใช้แรงมาก เช่น การยกของหนัก อาจทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่เกิดการบาดเจ็บและตึงเครียด
* ขาดการออกกำลังกายที่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการยืดเหยียดอย่างเพียงพอ อาจทำให้กล้ามเนื้อ ตึงเครียด แข็งได้
* อาการเครียดและวิตกกังวล ความเครียดก็สามารถทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียดโดยเฉพาะที่คอ บ่า และไหล่ได้เช่นกัน
* การนอนหลับที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนในท่าที่ไม่สบาย หรือการใช้หมอนที่ไม่เหมาะสม สูงไป หรือ ต่ำไปก็มีผลอาจทำให้กล้ามเนื้อคอและไหล่ตึงเครียด
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการละเลยและไม่รักษาอาการตึงที่คอ บ่า และไหล่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียหายของกล้ามเนื้อ ที่ส่งผลให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดมากขึ้น Health Crafting มีวีธีช่วยดูแล ป้องกัน อาการปวด ตึง คอ บ่า ไหล่มาฝากค่ะ
¥ ฝึกท่าทางการนั่ง ยืน และเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การใช้เทคนิคการนวด เพื่อลดอาการตึงของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ
¥ ใช้ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาจช่วยลดอาการปวดชั่วคราวได้ เช่น พาราเซตามอล
¥ พักผ่อนและลดความเครียดโดยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ลดความเครียด ก็จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อได้
¥ ใช้เครื่องมือช่วย เช่น ตัวเสริมสำหรับกล้ามเนื้อ หรือเครื่องบดมาส์สาจ เพื่อลดแรงกดที่คอ บ่าและไหล่ในขณะทำงาน
รู้วิธีการรักษาดูแลเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ก็มาดูวิธีป้องกันก่อนอาการต่างๆ จะเกิดขึ้น ดังนี้ค่ะ
>รักษาท่าทางการนั่งและยืนที่ถูกต้อง ปรับท่าทางการนั่งและยืนให้ถูกต้อง เพื่อลดการกดทับกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่
>ออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อและการยืดเหยียด เช่น โยคะ การยืดกล้ามเนื้อ และการเพิ่มความยืดหยุ่น
>หลีกเลี่ยงท่าทางการทำงานที่ก่อให้เกิดการตึง ลดการใช้แรงหรือการยกของหนัก หรือใช้เครื่องมือช่วยเหลือที่ถูกต้อง
>ปรับการนอนหลับให้เหมาะสมโดยใช้หมอนที่เพอดีและการนอนในท่าที่สบาย เพื่อลดการกดทับกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่
>ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ด้วยการลดการนั่งหรือยืนในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การก้มหน้าใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป
การรักษาและป้องกันอาการปวด ตึง คอ บ่า ไหล่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยใช่มั้ยคะ เนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่รักษาอาจมีความรุนแรงและเสียหายต่อสุขภาพได้ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและดูแลอาการนี้อย่างเหมาะสมด้วย เพื่อให้ตัวเรามีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนค่ะ
✨ #ดูแลสุขภาพองค์รวม #ใส่ใจสุขภาพ #ปวดคอบ่าไหล่ #รักษาอาการปวดตึงคอบ่าไหล่ # หลับสบายไม่ปวดคอ
โซเดียมในอาหาร อันตรายที่เรามักละเลย
โซเดียมเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตและสมดุลน้ำในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อและกระดูก ดังนั้น โซเดียมที่แนะนำให้รับประมาณ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือประมาณ 6 กรัมต่อวัน) ตามแนวทางการบริโภคโซเดียมจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) แต่การบริโภคโซเดียมเป็นสิ่งที่ผู้คนมักมองข้ามในชีวิตประจำวัน แม้ว่าเราจะรู้ถึงความเสี่ยงของการบริโภคโซเดียมมากเกินไป เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และโรคเบาหวาน แต่ก็ยังละเลยจึงส่งผลให้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจาก โซเดียมมักแฝงตัวอยู่ในเครื่องปรุงและอาหารที่เรากินเข้าไปแบบไม่คิดว่า อาหารนี้ หรือ ขนมเหล่านี้ มีโซเดียมในปริมาณที่มาก เช่น
น้ำปลา: น้ำปลามักมีปริมาณโซเดียมสูง เนื่องจากใช้เกลือเป็นส่วนผสมในกระบวนการผลิต
ซอสพริก: ซอสพริกหรือซอสต่างๆ มักมีการเติมเกลือและส่วนผสมที่มีโซเดียมเพิ่มเติม
น้ำซุปหรือน้ำซุปสำเร็จรูป: ส่วนมากจะมีการเติมเกลือและสารปรุงแต่งต่างๆ ที่มีโซเดียมสูง
ซีอิ๊ว: ซีอิ๊วหรือซอสซีอิ๊วที่มีโซเดียมสูง เป็นเครื่องปรุงที่ใช้กับอาหารเช่น อาหารผัด อาหารทอดมักจะหมักด้วยซีอิ๊ว
อาหารแปรรูปที่มักมีโซเดียมสูงได้แก่: อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบต่างๆ (Snack) มันฝรั่งทอดใส่เกลือ อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์แปรรูป อาทิเช่นไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น
HealthCrafting มีวิธีลดการบริโภคโซเดียมง่ายๆมาบอกค่ะ
1. **เลือกอาหารที่ต้มหรือย่าง**: ลดการบริโภคอาหารที่ถูกทอดหรือผ่านกระบวนการทำอาหารที่มีการเพิ่มโซเดียมมากจากอาหารผัด ที่นิยมใส่ซีอิ๊ว และ ซอสปรุงรสต่างๆลง
2. **อ่านป้ายกำกับอาหาร**: เพื่อดูปริมาณโซเดียมที่ระบุมา ใช้คำนวณปริมาณโซเดียมที่เราบริโภคในแต่ละวัน
3. **เลือกอาหารที่ไม่มีเครื่องปรุงอาหารหรือเกลือมากนัก**: เช่น ผักผลไม้สด หรือ ไม่บริโภคน้ำซุปในก๋วยเตี๋ยวมากจนเกินไป อาจจะใช้วิธีเลือกปรุงอาหารเองใน 1 สัปดาห์เพิ่มขึ้น และลดการบริโภคอาหารนอกบ้านลง เพื่อลดปริมาณโซเดียมที่ควบคุมไม่ได้ลงด้วยค่ะ
4. **ลดการบริโภคอาหารสำเร็จรูป**: ลดการบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่มีโซเดียมมาก เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป เป็นต้น
การบริโภคโซเดียมมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น การเลือกทานอาหารที่มีโซเดียมน้อยๆ และบริโภคโซเดียมในเกณฑ์ปกติจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ในอนาคต ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคแฝงต่างๆ ด้วยค่ะ
✨ #ดูแลสุขภาพองค์รวม #ใส่ใจสุขภาพ #โซเดียมในอาหาร #การบริโภคโซเดียม #การเลือกอาหาร #วิธีลดโซเดียม #อาหารที่มีโซเดียมสูง #สุขภาพหัวใจ
Cr: Mahidol Channel มหิดล แชนแนล https://www.youtube.com/watch?v=RGbbtN0boh8
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
