Baby Suite
Insurance Agent & Financial Advisor
14/09/2023
มอบกรมธรรม์ให้ลูกค้า Super VVIP ถึงทุนประกันไม่เยอะ แต่มีเรื่องให้แถลงเยอะนะ 😹
แถลงสุขภาพในใบคำขอแล้วอย่าลืมตรวจเช็คความถูกต้องในกรมธรรม์กันด้วยนะ เพื่อความสมบูรณ์ของกรมธรรม์
#เอไอเอยืนหนึ่ง
06/09/2023
“แอสปาร์แตม” สารให้ความหวาน ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
เรียกว่าช็อกวงการสายหวานสุขภาพดี น้ำตาล 0% กันเลยทีเดียว เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศให้ “แอสปาร์แตม” (Aspartame) หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องดื่มน้ำตาล 0% ยี่ห้อต่าง ๆ เป็นสารล่าสุดที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
ซึ่งก่อนจะเล่าให้ฟังถึงแอสปาร์แตมต้องขอย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงน้ำตาลแท้กับน้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานกันเสียก่อน
น้ำตาล (Sugar) จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน ตัวอย่างของน้ำตาลธรรมชาติที่เราใช้ในการบริโภคกันทั่วไป ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว น้ำเชื่อม เป็นต้น
ส่วนน้ำตาลเทียม (Artificial Sweetener) เป็นสารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแต่งเติมรสชาติหวานให้กับอาหารและเครื่องดื่มทดแทนการใช้น้ำตาลธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าสารให้ความหวานนั่นเอง นิยมใช้ในผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลและจำนวนแคลอรี่ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โดยสารให้ความหวานที่นิยมใช้กัน ได้แก่ แซ็กคาริน (Saccharin) แอซีซัลเฟม โพแทสเซียม (Acesulfame potassium) ซูคราโลส (Sucralose) นีโอแทม (Neotame) และแอสปาร์แตม (Aspartame)
สำหรับแอสปาร์แตมนั้นเป็นสารทดแทนความหวานที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมชาติถึง 200 เท่า โดยถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องดื่มน้ำตาล 0% ยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งลูกอม หมากฝรั่ง ยาสีฟัน ไอศกรีม โยเกิร์ต ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด เรียกได้ว่าต่อให้เราไม่ได้เป็นคนที่สนใจเรื่องสุขภาพหรือการควบคุมน้ำหนักอะไรเลย ก็ยังต้องเคยผ่านการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอสปาร์แตมมาแล้วอย่างแน่นอน
และตอนนี้แอสปาร์แตมก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในลิสต์รายชื่อสารที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคมะเร็งโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ไปเรียบร้อยแล้ว
ฟังดูเผิน ๆ อาจจะน่าตกใจ แต่เมื่อลองพิจารณาลงลึกไปจนถึงรายละเอียดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศนั้นจะพบว่า แอสปาร์แตมถูกระบุให้เป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งหมายถึงมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยมีหลักฐานข้อบ่งชี้ในระดับจำกัดเท่านั้น
ซึ่งระดับของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ ได้แก่
● ระดับ 1 : เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
● ระดับ 2A : อาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
● ระดับ 2B : มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
● ระดับ 3 : ไม่จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
ดังนั้นแล้วสำหรับแอสปาร์แตมจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งในทางเทคนิคนั้นหมายถึงการมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์และสัตว์ในระดับจำกัด
คือ แม้จะ “มีความเป็นไปได้” แต่ก็เป็นความเป็นไปได้ที่ยังคลุมเครือ และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่ชัดเจน
และในชีวิตประจำวันของเรานั้นยังมีสารอีกหลายชนิดที่ถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยง 2B ซึ่งเราอาจได้รับมันอยู่ทุกวัน เช่น กรดคาเฟอิก (Caffeic Acid) ซึ่งพบในกาแฟ สารสกัดจากแปะก๊วย ซึ่งอยู่ในอาหารเสริมทั่วไป หรือผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว
หรือแม้แต่สัตว์จำพวกเนื้อแดงที่เรารับประทานกันทุกวัน ก็ยังถูกจัดอยู่ในระดับ 2A ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าแอสปาร์แตมด้วยซ้ำไป เพียงแต่คนส่วนใหญ่อาจไม่รับรู้หรือไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเท่านั้นเอง
แม้ว่าสารให้ความหวานอย่างแอสปาร์แตมเอง จะยังถูกจัดอยู่ในสารกลุ่มที่มีระดับความเสี่ยงต่ำที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานมากเกินไปก็ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ดี
เพราะครั้งหนึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้เคยออกมาแนะนำให้เลี่ยงการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อควบคุมน้ำหนักเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์ในการช่วยลดไขมันในระยะยาวแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอีกด้วย
ในส่วนของการบริโภคน้ำตาลธรรมชาติ หากบริโภคมากเกินไปก็อาจเพิ่มโอกาสการป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็งตับ และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างที่เราทราบกันดี
ดังนั้นแล้วคำแนะนำที่ดีที่สุดจึงเป็นการบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสม ทั้งน้ำตาลธรรมชาติ และน้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวาน โดยสำหรับน้ำตาลธรรมชาติไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ร่างกายได้รับต่อวัน หรือประมาณ 6 ช้อนชา
รวมทั้งควรลดการบริโภคอาหารต่าง ๆ ที่หวานจัด และเลือกรับประทานเป็นผลไม้สดหวานน้อย เช่น แอปเปิล ฝรั่ง สาลี่ แตงโม สตรอว์เบอร์รี ซึ่งมีประโยชน์ อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร รวมถึงควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
และที่สำคัญควรมีประกันโรคร้ายแรงอย่าง AIA Multi-Pay CI ประกันโรคร้ายแรงที่ “เจอ จ่าย แต่ไม่จบ” พร้อมจ่ายผลประโยชน์ซ้ำ¹ หากตรวจพบโรคร้ายแรง² ซ้ำอีกครั้ง รับความคุ้มครองรวมสูงสุด 800% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย³ ติดตัวไว้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง
สนใจสมัคร AIA Multi-Pay CI ทักแชทค่ะ
05/09/2023
หากเป็นสมัยก่อนเราคงมองว่าการฝากเงินในธนาคารนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังได้อัตราดอกเบี้ยที่ทำให้เงินต้นที่ฝากไว้เติบโตขึ้น แต่ทว่าหากมองกลับมาถึงสภาวะเศรฐกิจในปัจจุบันที่มีอัตราเงินเฟ้อพุ่งแรงแซงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก การเก็บเงินไว้ในธนาคารอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป
เมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับจากเงินฝาก จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคม แม้จะเป็นเงินฝากประจำแบบ 24 เดือน ก็ยังคงมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเพียง 1.60% ต่อปี และดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ของธนาคารพาณิชย์นั้นอยู่ที่ 1.75% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อนำตัวเลขดอกเบี้ยดังกล่าวมาเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในแต่ละปีแล้ว จำนวนเงินที่ได้รับจากดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่สามารถชดเชยมูลค่าและกำลังซื้อของเงินที่ลดลงตามภาวะเงินเฟ้อในแต่ละปีได้อีกต่อไป
ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคืออัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกของปี 2566 ที่พุ่งขึ้นสูงถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางกำหนด ไปเสียแล้ว
นั่นหมายความว่าเงินที่ถูกเก็บไว้ในธนาคารแม้จะเพิ่มขึ้นด้วยดอกเบี้ย แต่กลับมีมูลค่าและกำลังซื้อที่ลดลงเมื่อเทียบกับราคาของอุปโภค บริโภคที่ต้องจ่ายออกไป ยกตัวอย่างเช่น
ฝากเงินไว้ในธนาคาร ด้วยบัญชีประเภทฝากประจำ 12 เดือน จำนวน 200,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.75% ต่อปี
เมื่อครบปีจะได้รับเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย เป็นเงิน 203,500 บาท ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าได้กำไรเพิ่มจากการฝากเงินมาอีก 3,500 บาท แต่ความจริงแล้ว เมื่อคำนวณอัตราเงินเฟ้อ 2.5% ร่วมด้วย อย่างง่าย ๆ ด้วยการนำ อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝาก - อัตราเงินเฟ้อ = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
จะเห็นได้ชัดว่ามูลค่าของเงินที่แท้จริงที่เหลืออยู่เมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจุบันจะลดลงเหลือเพียงแค่ 185,180 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินต้นที่ฝากไว้ !
แม้ตัวเลขในบัญชีที่เห็นจะดูเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อกลับลดไปเรื่อย ๆ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่แซงหน้าดอกเบี้ยเงินฝากนั่นเอง
แล้วจะดีกว่าไหมถ้าหากเราจะได้รับทั้งความคุ้มครองชีวิต และสร้างโอกาสในการลงทุนไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว
แม้ว่าจะลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป อัตราเงินเฟ้อในแต่ละปีจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินน้อยลงเรื่อย ๆ
จากการยกตัวอย่างผลตอบแทนที่จะได้รับหลังคำนวณอัตราเงินเฟ้อ จะเห็นว่าการทำประกันชีวิตควบการลงทุนยังอาจให้ผลประโยชน์ที่มีมูลค่าจริงเพิ่มขึ้น
จากจำนวนเงินต้นที่ลงทุนไว้ 1,400,000 บาท เป็น 1,774,480 บาท ด้วยอัตราผลตอบแทนที่อาจสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ รวมกับผลประโยชน์ที่จะได้รับภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์
ในขณะที่การฝากเงินในธนาคารทำให้มูลค่าหรือกำลังซื้อของเงินต้นลดลงอย่างน่าตกใจ หากดอกเบี้ยที่ธนาคารให้มีอัตราต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
เลือกลงทุนอย่างฉลาด กับประกันชีวิตควบการลงทุน AIA Smart Wealth (Unit Linked) ที่จ่ายเงินเท่ากันแต่ผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน
● ไม่มีเบี้ยฯ รายปี จ่ายเบี้ยฯ เพียงครั้งเดียว ขั้นต่ำ 200,000 บาท คุ้มครองตลอดชีวิต (ถึงอายุ 99 ปี)**
● ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัย
● เพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ผ่านกองทุนรวมที่ได้รับการเลือกสรรจากเอไอเอ
นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ของกรมธรรม์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ซึ่ง เอไอเอ จะจ่ายให้กับผู้รับประโยชน์ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่าระหว่าง
● 150% ของเบี้ยประกันภัย หักจำนวนเงินที่ถอนจากการขายคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
หรือ
● มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน บวก 50% ของเบี้ยประกันภัย บวกมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมพิเศษ (ถ้ามี)
สนใจสมัครประกันชีวิตควบการลงทุน AIA Smart Wealth (Unit Linked) กดติดต่อกลับค่ะ
02/09/2023
ไขข้อสงสัย
หนึ่งคนสามารถทำประกันได้สูงสุดกี่ฉบับ
สำหรับคำถามที่ว่า “หนึ่งคนสามารถทำประกันได้สูงสุดกี่ฉบับ” จริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่าไม่ได้มีข้อกำหนดใดที่ระบุว่าเราสามารถทำประกันได้กี่ฉบับ ดังนั้นแล้วจะทำประกัน 1 ฉบับ, 2 ฉบับ หรือแม้แต่ 10 ฉบับ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการทำประกัน รูปแบบความคุ้มครองที่เราต้องการ ความสามารถในการจ่ายเบี้ยฯ ของเราเองและเงื่อนไขการพิจารณารับประกันภัยของบริษัท
ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า โดยปกติแล้วการซื้อประกันสักหนึ่งกรมธรรม์จะประกอบไปด้วยสัญญาหลักและสัญญาเพิ่มเติม รวมกันเป็น 1 กรมธรรม์ โดยสัญญาหลักนั้นมีแบบประกันหลากหลายประเภท เช่น ประกันชีวิต ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวจักรรถไฟ เป็นสัญญาหลักที่ให้ความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว
ในขณะที่สัญญาเพิ่มเติม เช่น สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง สัญญาเพิ่มเติมอุบัติเหตุ ก็เปรียบเสมือนโบกี้ของรถไฟ ที่ต่อพ่วงกับสัญญาหลัก เป็นสัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายมากับประกันชีวิต เพื่อให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมเป็นรถไฟ 1 ขบวน ที่ให้ความคุ้มครองเราในด้านต่าง ๆ ตลอดอายุสัญญา ซึ่งรถไฟของเราจะมีหัวขบวนหรือโบกี้ยาวเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรานั่นเอง
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทั้งกับตัวเองในอนาคตและคนข้างหลัง กล่าวอย่างง่าย ๆ คือ ต้องการทำประกันเพื่อเน้นหลักประกันในชีวิต หรือเพื่อการวางแผนการเงินในอนาคตให้กับตนเองและครอบครัว ก็สามารถเลือกที่จะมีหัวจักรรถไฟมากกว่า 1 หัว โดยจะเลือกทำประกันชีวิตเพื่อความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว ควบคู่ไปกับการทำประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ หรือประกันชีวิตควบการลงทุน ก็สามารถทำได้
การทำประกันชีวิตในลักษณะนี้ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งต่อความมั่นคงทางชีวิตและการเงินให้แก่คนข้างหลังเมื่อยามที่เราจากไป หรือเพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคต รวมถึงการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน โดยแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งมาไว้ในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย และความเสี่ยงในการขาดทุนที่ต่ำกว่า
โดยสิ่งที่ควรพิจารณาหลัก ๆ เลยก็คือความพร้อมในการจ่ายเบี้ยประกันภัยต่อปี เพราะยิ่งทำประกันมากฉบับเท่าไหร่เบี้ยฯ ก็ยิ่งสูงตาม และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราหยุดจ่ายเบี้ยฯ ความคุ้มครองก็จะหยุดลงทันที ยกเว้นประกันชีวิตควบการลงทุนบางแผนเท่านั้นที่สามารถทำการหยุดพักชำระเบี้ยฯ ได้ แต่ยังคงความคุ้มครองไว้ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต
แต่สำหรับใครที่ต้องการเน้นความคุ้มครองอย่างครอบคลุม การมีหัวจักรรถไฟเพียงตู้เดียว แต่มีโบกี้โดยสารยาวกว่า ก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการได้เช่นกัน หรือก็คือการทำประกันชีวิตเพียง 1 ฉบับ แต่พ่วงด้วยสัญญาเพิ่มเติมอย่าง ประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรง ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นนั่นเอง
ซึ่งทางเลือกนี้ก็จะทำให้เราได้รับทั้งความคุ้มครองครอบคลุมชีวิต จากประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย จากประกันสุขภาพ และเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายในในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงจากประกันโรคร้ายแรง
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เรามีประกันสุขภาพมากกว่า 1 ฉบับ และเกิดเหตุต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยมีค่ารักษาพยาบาลที่สูงมากจนเกินวงเงินเอาประกันประกันสุขภาพฉบับแรก ก็สามารถเบิกเคลมต่อในเล่มที่สองหรือสามต่อไปได้
เช่น ค่ารักษาพยาบาลรวม 30,000 บาท มีการเคลมค่ารักษาพยาบาลจากประกันสุขภาพเล่มแรกจนเต็มวงเงิน 20,000 บาท แล้ว ก็สามารถนำส่วนต่างที่เหลืออีก 10,000 บาท ไปเคลมต่อในประกันสุขภาพเล่มที่เหลือได้เพื่อให้ครบจำนวนตามค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามจริง
หรือในกรณีที่เราเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงและมีการทำประกันโรคร้ายแรงไว้ ก็จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่ขาดไปได้เช่นกัน
สุดท้ายนี้สำหรับใครกำลังวางแผนซื้อกรมธรรม์ฉบับใหม่ให้กับตัวเองหรือครอบครัว เอไอเอ ขอมอบสิทธิพิเศษ 2 ต่อ
● ต่อที่ 1 : ส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีแรก สูงสุด 20% สำหรับแบบประกันที่ร่วมรายการ*
● ต่อที่ 2 : รับ Lotus’s e-Voucher มูลค่า 1,000 บาท เมื่อใช้โค้ดส่วนลดซื้อกรมธรรม์ใหม่และแบบประกันที่ร่วมรายการ**
สนใจสมัครประกัน เอไอเอ พร้อมขอรับโค้ดส่วนลด ทักแชทค่ะ
31/08/2023
จ่ายเพียงวันละ 7 บาท ก็ไม่ต้องห่วงลูกหลานในวันหน้า
ไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน อายุก็เพิ่มขึ้นทุกวัน อยากทำประกัน แต่ก็ไม่มีความรู้ ต้องเริ่มยังไง?
ให้ AIA Senior Happy ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้คุณ กับประกันชีวิตเพื่อความคุ้มครอง ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ แม้มีโรครุมเร้า เราก็รับ
•ไม่ตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ
•เบี้ยประกันคงที่
•เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงวันละ 7 บาท*
•อายุ 50-70 ปี ก็ทำประกันได้
•คุ้มครองยาวนานถึงอายุ 90 ปี
•อยู่ครบสัญญามีเงินคืน
เพราะเราเข้าใจว่าใครสำคัญที่สุดสำหรับคุณ ไว้ใจให้เราช่วยดูแลคนที่คุณรัก เลือกมาปรึกษากับเราได้ คลิกติดต่อตัวแทนประกันด้านล่างนี้ได้เลย
*คำนวณจากผู้เอาประกันเพศหญิงอายุ 50 ปี จำนวนเงินเอาประกัน 50,000 บาท
26/08/2023
เป็นเหน็บชาบ่อย ๆ อย่านิ่งนอนใจ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย!
“เหน็บชา” หลาย ๆ คน อาจเป็นกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทับไว้นาน ๆ และไม่ได้ใช้เคลื่อนไหวไประยะหนึ่ง จนเกิดอาการเหน็บขึ้นตามอวัยวะนั้น ๆ แล้วสักครู่อาการจะหายไป แม้อาการเหน็บชาจะดูเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่ได้ดูเป็นอันตรายอะไร แต่หากมีอาการนี้บ่อย ๆ แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทรับความรู้สึก ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ และอาจเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคร้ายได้!
เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย โดยมักจะมีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งอาการดังกล่าวแตกต่างจากอาการเหน็บชาที่พบทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่เป็นโรคเหน็บชา จะมีอาการอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย เช่น มีอาการหอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว และตับโต ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นว่าร่างกายขาดวิตามิน หรืออาจเป็นสัญญาณแรกของโรคเบาหวาน รวมถึงโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้ และหากร่างกายมีการขาดวิตามินบี 1 อย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับระบบประสาท สมอง กล้ามเนื้อ หัวใจ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรง รวมถึงอาการที่เกิดขึ้นกับกระเพาะและลำไส้ได้ หากไม่ได้รับการตรวจรักษาอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้
วิธีป้องกันโรคเหน็บชา
• ทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 เช่น ถั่ว ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง เป็นต้น
• หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคนที่ติดสุราเรื้อรังมักมีอาการเหน็บชาร่วมด้วย
• หลีกเลี่ยงการทานของดิบ และของหมักดอง เนื่องจากอาหารเหล่านี้ขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี 1 ของร่างกาย
• ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
• ขยับตัว เปลี่ยนท่าทางเป็นระยะ เพื่อไม่ให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทับไว้นาน ๆ
ไม่ว่าคุณจะมั่นใจว่าตัวเองสุขภาพดีแค่ไหน ก็ยังควรมองหาประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงติดตัวไว้ตั้งแต่วันนี้อยู่ดี เพราะโรคร้ายแรงอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว อีกทั้งอาการที่เรามองข้ามว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงได้ เราขอเสนอ ประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงแบบแพ็กคู่ แพ็กเกจสุดคุ้ม สามารถซื้อเพิ่มจากความคุ้มครองที่มีได้เลย เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ครอบคลุมทั้งเรื่องสุขภาพและโรคร้ายแรง ให้คุณเบาใจเรื่องค่ารักษาพยาบาล
25/08/2023
สูงวัย..ไม่ลำบาก
ส่อง 5 ประเทศที่มีสวัสดิการผู้สูงอายุแบบสุดปัง
จากข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุไว้ว่า ปี 2565 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Completely Aged Society) และมีผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนที่มากถึง 20-30% ของประชากร แต่กลับมีผู้สูงอายุเพียง 40% ที่มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น่าตกใจ
ทำให้คนไทยที่เคยคิดว่าสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นเรื่องไกลตัว ได้เริ่มหันกลับมามองความเป็นจริง ว่าสวัสดิการที่มีในปัจจุบัน อาจไม่เพียงพอให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายได้เลย
นับเป็นความน่ากังวลหนึ่งที่ทำให้คนวัยทำงานคิดไม่ตก เพราะถ้าหากสวัสดิการของผู้สูงวัยไม่เพียงพอ นั่นแปลว่าเราต้องเริ่มวางแผนการเงินเผื่อไว้เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นยามแก่เฒ่าตั้งแต่เนิ่น ๆ ในวันที่เรายังทำงานไหว และมีรายได้อยู่
ซึ่งนอกจากจะกระทบกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบันของเราแล้ว ยังอาจส่งผลไกลถึงอนาคต เพราะเราต้องมานั่งวางแผนทางการเงินยามเกษียณของตัวเอง ว่าควรจะมีเงินเท่าไหร่เพิ่มเติมจากสวัสดิการดี เพื่อให้เกษียณได้อย่างสำราญใจ ไม่ต้องลำบากตัวเองและครอบครัว
เมื่อพูดแบบนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสวัสดิการของผู้สูงอายุในประเทศอื่น ๆ จะเป็นแบบไหนกันบ้าง
มีประเทศไหนบ้างที่มีสวัสดิการผู้สูงอายุแบบปัง ๆ ที่ไม่ได้ให้แค่เงินรายเดือนหรือเงินรายปี แต่ยังให้สวัสดิการครอบคลุมไปถึงคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ด้วย เรามาแอบส่องดูกัน
1. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แม้ชาวสวิสจะต้องจ่ายภาษีสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือเงินบำนาญยามเกษียณที่สูงติดอันดับ 6 ของโลก ซึ่งนับเป็นบำนาญจากรัฐที่ให้หลักประกันการยังชีพขั้นต่ำแก่ชาวสวิสทุกคน นอกจากนี้ยังมีบำนาญตามอาชีพและประกันอุบัติเหตุให้อีกด้วย
2. ประเทศนอร์เวย์
รัฐบาลนอร์เวย์ได้จัดสรรงบประมาณถึง 1 ใน 4 ไว้ใช้กับโครงการสวัสดิการสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและให้เงินช่วยเหลือประชากร ซึ่งแน่นอนว่าผู้สูงอายุในประเทศก็จะได้รับสวัสดิการนี้เช่นเดียวกัน
3. ประเทศสวีเดน
สวีเดนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ทั้งเรื่องการจัดเก็บภาษี ประกันสังคม ไปจนถึงการบริการจากรัฐ ที่ดูแลให้ถึงที่พักอาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่รัฐบาลสวีเดนดูแลเป็นอย่างดี หากอยู่บ้านคนเดียว รัฐจะช่วยดูแลเรื่องความสะอาด จัดการเรื่องอาหารการกิน และดูแลความปลอดภัยให้ หรือครอบครัวไหนที่ดูแลผู้สูงอายุเอง รัฐก็จะให้เงินสนับสนุนด้วย
4. ประเทศเยอรมนี
อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศเยอรมนีมีค่าแรงสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งลูกจ้างชาวเยอรมันทุกคนต้องจ่ายเงินสบทบเงินบำนาญตามกฎหมาย และนายจ้างเองก็จะช่วยจ่ายเงินสมทบให้สูงถึงเกือบ 20% เลยทีเดียว แต่หากมีรายได้ต่ำสามารถขอยกเว้นการจ่ายเงินสมทบได้ แต่นายจ้างยังคงต้องจ่ายเงินสมทบส่วนนี้ช่วยเหลือลูกจ้างอยู่ ทำให้ชีวิตในยามเกษียณของชาวเยอรมันเป็นไปอย่างสำราญใจ เพราะมีเงินไว้ใช้จ่ายได้อย่างสบาย
5. ประเทศแคนาดา
ประเทศแคนาดามีแผนเงินบำนาญ (Canada Pension Plan) ที่ให้เงินดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยจะตั้งต้นมูลค่าบำนาญด้วยมูลค่าที่เท่ากันสำหรับทุกคน ก่อนจะนำไปรวมกับเงินอีกส่วนที่มาจากรายได้ตอนที่ผู้เกษียณยังทำงานอยู่ นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะรัฐบาลออกให้ทั้งหมด รวมไปจนถึงการจัดงานศพด้วยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเกษียณอย่างแสนสบายสุด ๆ
ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่อยากคลายความกังวลใจ ในชีวิตยามเกษียณของตนเองตั้งแต่ตอนนี้ มาลองวางแผนให้พร้อมสำหรับการเกษียณของตนเองไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยจะดีกว่า
“เอไอเอ บำนาญ มั่นคง (AIA Annuity Fix)” ประกันชีวิตแบบบำนาญ (บำนาญแบบลดหย่อนภาษีได้) ที่ให้คุณออกแบบชีวิตยามเกษียณที่ดีด้วยตัวคุณเอง ให้มีเงินประจำเอาไว้ใช้ในจำนวนเงินบำนาญที่คุณเลือกเองได้ จะได้ช่วยคลายกังวลกับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยสามารถเริ่มต้นได้ทันที ไม่ต้องรอจนอายุมาก เพราะยิ่งเริ่มต้นไว ก็ยิ่งใช้ต้นทุนน้อย
เอไอเอ บำนาญ มั่นคง (AIA Annuity Fix)
● ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี*
● เริ่มทำประกันได้ ตั้งแต่อายุ 20-55 ปี
● ไม่มีการจ่ายเบี้ยฯ ทิ้ง ผู้เอาประกันจะได้รับเงินทุกบาทคืนยามเกษียณ
● ในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนครบสัญญา เอไอเอจะจ่ายทุนประกันให้กับผู้รับประโยชน์
● รับความคุ้มครองชีวิต ก่อนเริ่มรับเงินบำนาญ
● คุ้มครองจนถึงอายุ 85 ปี
● หากเริ่มทำประกันบำนาญก่อนอายุ 50 ปี สามารถเลือกเริ่มรับเงินบำนาญครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุ 55 - 59 ปี และสามารถรับเงินบำนาญได้ไม่น้อยกว่า 26 งวด (รายปี) หากมีอายุอยู่จนครบสัญญา
สนใจวางแผนชีวิตวัยเกษียณตั้งแต่ตอนนี้ ทักแชทค่ะ
25/08/2023
ขอบคุณโลกนี้ที่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
25 สิงหาคม วันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ไม่ว่าจะด้วยความหลงใหลในรสชาติ หรือเพราะสถานภาพทางการเงินช่วงสิ้นเดือนที่บีบบังคับ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือเมนูที่ถูกปากถูกใจคนไทยและชาวโลกมาอย่างยาวนาน
ด้วยราคาที่สุดแสนประหยัด รสชาติที่เข้มข้น เส้นที่เหนียวนุ่ม และน้ำซุปร้อน ๆ เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุขอันแสนเรียบง่ายที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้
ส่วนที่เราต้องมาขอบคุณโลกนี้ที่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันในวันนี้ ก็เพราะว่า วันที่ 25 สิงหาคมของทุกปีนั้น คือวันครบรอบการเปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยแรกของโลกนั่นเอง
ย้อนกลับไปในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นกำลังประสบกับภาวะข้าวยากหมากแพง จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่นออกมาประกาศแนะนำให้ชาวญี่ปุ่นบริโภคขนมปังที่ทำจากข้าวสาลี เพื่อลดปัญหาดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้ามากำกับดูแลประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้นอีกทีหนึ่ง
ทว่า นายโมโมฟุกุ อันโด ไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงต้องทานขนมปัง ทั้ง ๆ ที่คนญี่ปุ่นคุ้นชินกับการทานบะหมี่หรือราเมนมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จึงได้ทำการทดลองทำบะหมี่ที่มีราคาถูก และใคร ๆ ก็สามารถทำทานเองได้ง่าย ๆ
หลังจากใช้เวลาคิดค้นสูตรอยู่นานหลายเดือน ในที่สุด วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 นายโมโมฟุกุ อันโด ก็สามารถคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยการนำเส้นราเมนที่ผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่ มาทอดในน้ำมันปาล์มเพื่อไล่ความชื้นออก และทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อเติมน้ำร้อนเส้นก็จะคืนสภาพเดิม และสามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็กลายเป็นเมนูยอดฮิตของคนทั่วโลก และทำให้ทุกวันที่ 25 สิงหาคม ของทุกปีกลายเป็นวันแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือวัน Sokuseki Ramen Kininbi ในภาษาญี่ปุ่น
ปัจจุบัน “ชิกิ้น ราเมน” (Chikin Ramen) หรือ “ราเมนรสไก่” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คุณโมโมฟุกุคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อ 65 ปีก่อน ก็ยังคงเป็นรสชาติที่ขายดี และคงความอร่อยมาจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นเป็นอาหารที่มีโซเดียมสูง หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจวายได้ในที่สุด
จากข้อมูลของ สสส. ระบุว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง ขนาดประมาณ 60 กรัม มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 1,400-2,600 มิลลิกรัม ในขณะที่ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันของร่างกายคือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม
ดังนั้นจึงหมายความว่าการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพียง 1 ซองต่อวัน ก็มีปริมาณโซเดียมใกล้เคียงกับปริมาณที่ร่างกายควรได้รับแล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมกับมื้ออื่น ๆ ของวัน ที่เราอาจได้รับโซเดียมจากอาหารและเครื่องปรุงชนิดต่าง ๆ มาอีกด้วย
ซึ่งการได้รับโซเดียมในปริมาณมากเกินความต้องการนี้ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายออกไปได้ทัน ทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ จนส่งผลให้แขน-ขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก จนอาจสะสมกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจดังที่กล่าวไป
ถึงจะรู้ว่าการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่จะให้เลิกเลยใครจะอดใจไหว ซึ่งจริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเลิกรับประทานแบบถาวรเสียทีเดียว แต่อาจใช้วิธีรับประทานอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของกรมอนามัย ดังนี้
● ไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกินวันละ 1 ซอง และไม่เกิน 2-3 ซอง/สัปดาห์
● ไม่ควรรับประทานเพียงแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบเปล่า ๆ แต่ควรเติมผัก ไข่ และเนื้อสัตว์ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารด้วยทุกครั้ง
● หลีกเลี่ยงการใส่ผงปรุงรสจนหมดซอง และการรับประทานน้ำซุปจนหมดถ้วย
● เลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ”
เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอันแสนโปรดปรานของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เราชื่นชอบโดยไม่ทำร้ายสุขภาพในระยะยาวได้แล้ว
ว่าแล้วก็วันนี้ต้องมีสักซอง ฉลองให้กับวันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียหน่อย
แล้วอย่าลืมมาร่วมปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไปกับ AIA Vitality พร้อมรับส่วนลด 15% เมื่อซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ ที่ร่วมรายการที่ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และรับคะแนนสะสมเอไอเอ ไวทัลลิตี้ สูงสุด 400 คะแนน/เดือน (สูงสุด 4,800 คะแนน/ปีสมาชิก) เพื่อเพิ่มสถานะและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งส่วนลดเบี้ยประกันภัย ส่วนลดที่พัก ตั๋วภาพยนตร์ และอีกมากมาย
AIA Vitality ประกันที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ กับภารกิจหลากหลายที่จะช่วยให้คุณห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ พร้อมจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำของเอไอเอ
สนใจสมัคร AIA Vitality กดติดต่อกลับเพื่อกรอกแบบฟอร์ม ให้ตัวแทนแนะนำแบบประกันที่เหมาะกับคุณ
24/08/2023
เวลาที่คุณอยากซื้อประกันที่สุดคือตอนที่คุณซื้อประกันไม่ทันแล้ว!
อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับครอบครัวของคุณ เพราะยุคนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ และสถานการณ์ต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โรคระบาด ภัยธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางการเมือง อาชีพที่เคยคิดว่ามั่นคงแน่นอน ก็เปลี่ยนแปลงไป
เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน เริ่มได้ที่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าทำไมต้องทำประกัน ตามมาดูกันเลยว่าคุณสามารถเตรียมอะไรเพื่อตัวเองและคนข้างหลังได้บ้างด้วยการทำประกัน
เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพราะชีวิตไม่แน่นอน เช่น การรับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อกรมธรรม์ครบสัญญา การมีเงินบำนาญไว้ใช้ยามเกษียณ หรือการได้รับเงินชดเชยรายได้เมื่อต้องนอนโรงพยาบาล เป็นต้น
เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ไม่ให้เป็นภาระแก่คนข้างหลัง เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้กับครอบครัวหากเราไม่อยู่ ก็มั่นใจได้ว่าครอบครัวจะไม่ลำบาก
เพื่อเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายช่วงสุดท้ายของชีวิต
เพื่อโอนย้ายและบรรเทาความเสี่ยงในเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น กรณีป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือกรณีอุบัติเหตุต่าง ๆ
การทำประกันเปรียบเหมือนการมีร่มพกติดตัวไว้ วันไหนฝนไม่ตก เราอาจจะคิดว่าร่มเกะกะและไม่สำคัญ แต่เมื่อถึงวันที่เจอกับมรสุม พายุโหมกระหน่ำ การมีร่มจะช่วยดูแลแบ่งเบาไม่ให้คุณเปียกโชกอย่างไร้เครื่องป้องกัน และบรรเทาอันตรายที่คุณอาจได้รับ ถ้ายังไม่รู้ว่าควรทำประกันแบบไหนบ้าง ขอแนะนำให้เลือกทำ 4 กลุ่มประกันหลักตามความต้องการของคุณ ดังนี้
ความคุ้มครองชีวิต สามารถปรึกษาตัวแทน เพื่อเลือกแผนที่เหมาะกับไลฟ์ไตล์ของเราเอง
ความคุ้มครองสุขภาพ โดยเน้นครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล เช่น AIA H&S Extra (New Standard) ครอบคลุมค่ารักษาทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) และ AIA Health Happy ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย และจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง เป็นต้น
ความคุ้มครองโรคร้ายแรง เช่น AIA CI Plus ประกันโรคร้ายแรงที่เบี้ยประกันภัยไม่แพง คุ้มค่า, AIA CI SuperCare (Non Par) แบบประกันหลักที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงนานตลอดชีพ (หรือถึงอายุ 99 ปี) ที่เบี้ยคงที่ ไม่เพิ่มตามอายุ และ AIA Multi-Pay CI ประกันโรคร้ายแรง ที่ให้เคลมได้สูงสุดถึง 11 ครั้ง และสามารถเคลมซ้ำบนโรคเดิมได้ สำหรับ 3 โรคร้ายแรงระดับรุนแรงยอดฮิต* เป็นต้น
ความคุ้มครองชดเชยรายได้ ในวันที่เจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ถึงจะมีประกันสุขภาพแล้ว แต่ก็ยังสามารถคลายความกังวลในเรื่องรายได้ที่หดหายไปในช่วงที่พักรักษาตัว ด้วยประกันชดเชยรายได้ เช่น AIA HB และ AIA HB Extra เป็นต้น
เริ่มเตรียมพร้อมเพื่อตัวเองและครอบครัววันนี้ ทักแชทค่ะ
22/08/2023
อยากเพิ่มความอุ่นใจให้คนข้างหลังด้วย “ประกันชีวิต” เพราะถือเป็นเงินสดก้อนหนึ่งที่สามารถมอบให้คนข้างหลัง โดยมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับเงินนั้นแน่นอน 100% แต่เมื่ออายุมากขึ้น แถมยังมีโรคภัยรุมเร้า โอกาสในการทำประกันชีวิตยังมีหรือไม่ ในกรณีที่ยังสามารถทำประกันชีวิตได้ ด้วยปัจจัยด้านอายุและปัญหาสุขภาพที่มีอยู่ ก็ยังกังวลต่อไปอีกว่าค่าเบี้ยประกันภัยจะสูงมากจนจ่ายไม่ไหวหรือไม่
แต่หายห่วงได้แล้ววันนี้ เพราะผู้สูงอายุสามารถซื้อประกันชีวิตเพื่อความคุ้มครอง AIA Senior Happy ได้ แม้มีปัญหาสุขภาพ มีโรครุมเร้า โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพใด ๆ ก่อนทำประกัน ในกรณีที่ตรวจเจอโรคหลังจากสมัคร ก็จะไม่มีการยกเลิกความคุ้มครอง หากยังคงชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไข
จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียงวันละ 7 บาท*
เบี้ยประกันภัยคงที่
เลือกจ่ายเบี้ยประกันภัยได้ทั้งแบบรายเดือน รายสามเดือน รายหกเดือน และรายปี
คุ้มครองยาวถึงอายุ 90 ปี
สมัครได้ตั้งแต่อายุ 50-70 ปี
ส่งต่อความมั่นคงก้อนสุดท้ายให้คนข้างหลังได้ไม่ยาก
ทักแชทค่ะ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
Trang
